Research

คณะศิลปศาสตร์มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ผลิตและเผยแพร่งานวิจัยที่มีคุณภาพเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอนและสังคม โดยได้จัดทำแผนแม่บทเพื่อการพัฒนางานวิจัย การพัฒนาระบบและกลไกเพื่อการสร้างงานวิจัย จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการทำวิจัยให้แก่อาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่ ตลอดจนสร้างเวทีและจัดสรรทุนสนับสนุนการนำเสนอผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสนับสนุนการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ รวมถึงการผลิตวารสารทางวิชาการทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษของคณะและภาควิชา

  • ‘Sao Hai’: the city pillar, the crying tree trunk, the goddess shrine, and contradictions in the sacralization of nature

  • "Raffles Institution": บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน บทเรียนจากสิงคโปร์สู่ไทย

    " จากการศึกษาเรื่อง “Raffles Institution”: บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน บทเรียนจากสิงคโปร์สู่ไทย มีวัตถุประสงค์สามประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษานโยบายในการส่งเสริมให้โรงเรียนมีนักสังคมสงเคราะห์ของประเทศสิงคโปร์ (2) เพื่อศึกษาบทบาทและความสำคัญของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน ผ่าน Raffles Institution ของสิงคโปร์ และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางในการสนับสนุนให้โรงเรียนในไทยมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน สำหรับระเบียบวิธีวิจัยเป็นระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งได้มีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลการศึกษาผ่านการวิจัยทางเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบายในการส่งเสริมให้มีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนของประเทศสิงคโปร์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักสังคมสงเคราะห์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในศูนย์ให้การแนะแนว (Raffles Guidance Centre) ของโรงเรียน Raffles Institution ประเทศสิงคโปร์ ผลการศึกษาพบว่า นักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษานักเรียนในโรงเรียนที่มีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย รวมถึงด้านทรัพย์สินและความเป็นอยู่ โดยนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนจะทำงานร่วมกับเด็กนักเรียน ครู ผู้บริหาร ครอบครัว ชุมชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในการให้ความช่วยเหลือ ทั้งจากการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนผ่านรายงานการเข้าเรียน ผลการเรียน และรายงานจากครู เพื่อวิเคราะห์ถึงความผิดปกติที่อาจนำไปสู่การเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ของ Ruffles Institution ถือว่ามีบทบาทอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนในการพัฒนาทักษะและลดอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียนใน Ruffles Institution ส่วนในกรณีของประเทศไทย จำเป็นจะต้องให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน รวมถึงการให้ความสำคัญต่อพัฒนาการในการเรียนรู้ของนักเรียน โดยจำเป็นต้องมีการปรับบทบาทของบุคลากรในโรงเรียนอย่างครูฝ่ายแนะแนวให้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มทักษะของครูแนะแนวเพื่อให้มีบทบาทในช่วยเหลือนักเรียนมากกว่าแค่การแนะแนวทางการศึกษาให้ได้เช่นเดียวกันกับบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนของสิงคโปร์"
  • "การวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรณีศึกษา : งบรายได้หน่วยงาน"

  • "น้ำ" ในวรรณกรรมนิทานสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1-3)

    วิทยานิพนธ์เรื่อง "น้ำ" ในวรรณกรรมนิทานสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1-3) มีจุดประสงค์มุ่งศึกษาบทบาทของน้ำต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรมนิทานของไทย และความเปรียบ และสัญลักษณ์เกี่ยวกับน้ำในวรรณกรรมนิทานของไทย ผลการศึกษาพบว่าน ้ามีบทบาทต่อการ สร้างสรรค์วรรณกรรมนิทานของไทย ทั งการเป็นฉากของเรื่อง การสร้างอารมณ์สะเทือนใจ การ ประกอบพิธีกรรม การแสดงทัศนคติของกวี การเสริมสร้างลักษณะของตัวละครเอก และการ เชื่อมโยงเหตุการณ์ กวีใช้ลักษณะของน ้าทั งความกว้างใหญ่ ความเชี่ยวกราก ความเย็น ตลอดจนใช้ ความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสายน ้ามาเชื่อมโยงความสัมพันธ์เพื่อสร้างความส้าคัญให้เหตุการณ์ต่างๆ ในวรรณกรรมนิทานของไทย ในส่วนความเปรียบและสัญลักษณ์เกี่ยวกับน ้าพบว่าน ้ามีความส้าคัญต่อ การสร้างความเปรียบทังการท้าให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพและการขยายแนวคิดของกวีให้ผู้อ่านได้เข้าใจ โดยความเปรียบเกี่ยวกับน ้าปรากฏทั งการสร้างจินตภาพทางประสาทสัมผัส ความเปรียบเกี่ยวกับ อารมณ์พื นฐานของมนุษย์ ความเปรียบเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ของกองทัพ และความเปรียบอื่นๆ นอกจากนี กวียังใช้น ้าเป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงให้เห็นพฤติกรรมทางเพศในบทอัศจรรย์ในวรรณกรรม นิทานของไทย
  • "บิวตี้บล็อกเกอร์" ในฐานะสื่อทางการตลาดภายใต้กระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมเกาหลีใต้ด้านความงาม กรณีศึกษาบทบาทบิวตี้บล็อกเกอร์ในประเทศไทย

    "ภาคนิพนธ์เรื่อง “บิวตี้บล็อกเกอร์”ในฐานะสื่อทางการตลาดภายใต้กระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมเกาหลีใต้ด้านความงาม กรณีศึกษาบทบาทบิวตี้บล็อกเกอร์ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษากระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมเกาหลีใต้ด้านความงามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศึกษาบทบาทบิวตี้บล็อกเกอร์ในฐานะสื่อทางการตลาดภายใต้กระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมเกาหลีใต้ด้านความงามในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) อาศัยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกในรูปแบบกึ่งโครงสร้าง นอกจากนี้ยังใช้แนวคิดเกี่ยวกับความงาม แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมสมัยนิยมและวัฒนธรรมข้ามพรมแดน และแนวคิดเกี่ยวกับสื่อทางการตลาด เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและอภิปรายผลการศึกษา จากผลการศึกษา พบว่า ความงามภายใต้วัฒนธรรมสมัยนิยมเกาหลีใต้ถูกนำมาใช้ผ่านความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความผูกพันกับธรรมชาติ สู่การทำความงามให้กลายเป็นสากล (internationalization) การสนับสนุนโดยภาครัฐในการส่งออกวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ด้วยรูปแบบสินค้าทางวัฒนธรรมผ่านอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ทำให้ในปัจจุบันทิศทางของกระแสความงามภายใต้วัฒนธรรมสมัยนิยมเกาหลีใต้มีความเกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยม ซึ่งถูกกำหนดโดยธุรกิจสื่อบันเทิงร่วมกับการใช้เครื่องมือผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงในการสร้างคอนเทนต์ และนำเสนอวัฒนธรรมที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งความเข้าใจเพื่อพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคภายใต้บริบททางสังคม จึงทำให้วัฒนธรรมสมัยนิยมเกาหลีใต้ด้านความงาม ยังคงมีกระแสความนิยม และมีพื้นที่ทางวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างต่อเนื่อง บิวตี้บล็อกเกอร์เป็นตัวกลางในการสื่อสารความงามในวัฒนธรรมสมัยนิยมเกาหลีใต้ ให้เกิดกระแสความต้องการในผู้บริโภคต่อสินค้าทางวัฒนธรรมด้วยอิทธิพลของสื่อบันเทิง เชื้อชาติมีผลต่อการครองพื้นที่ทางวัฒนธรรมในประเทศไทย จากจิตสำนึกความเป็นเอเชียร่วมกันทำให้เกิดความรู้สึกถึงวัฒนธรรมที่ใกล้ชิด บิวตี้บล็อกเกอร์ จึงมีบทบาทเป็นผู้นำ และผู้สร้างกระแสวัฒนธรรมความงามให้มีพื้นที่ทางกิจกรรมในสังคม บทบาทในการเป็นกูรูที่ให้ความรู้ และประสบการณ์ด้านความงาม บทบาทในการสะท้อนความเป็นจริง ด้วยการมีจุดยืนที่สำคัญในส่งเสริมการตลาดอย่างมีจริยธรรมที่ชัดเจนต่ออาชีพ บิวตี้บล็อกเกอร์จึงเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดต่อผู้บริโภค และมีความสามารถในการกำหนดทิศทางการตลาดได้ในฐานะสื่อทางการตลาด ผ่านการนำเสนอเรื่องราวความงามที่เชื่อมโยงกับทัศนคติ และวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม จากการใช้สื่อสังคมออนไลน์หลากหลายรูปแบบเป็นเครื่องมือ เพื่อตอบสนองความต้องของการผู้บริโภคที่มีเป้าหมายแตกต่างกัน"
  • "พิธีหน่อเอ็นหล่อโบง" : การสืบทอดและดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน ณ หมู่เกาะสุรินทร์ ตำบลเกาะพระทอง ทำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา

    " จากการศึกษาเรื่อง “พิธีหน่อเอ็นหล่อโบง” : การสืบทอดและดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ มอแกน ณ หมู่เกาะสุรินทร์ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพิธีหน่อเอ็นหล่อโบงของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และที่หมู่เกาะสุรินทร์ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงาทั้งความเป็นมา รูปแบบและลักษณะ (2) เพื่อศึกษาการสืบทอดพิธีหน่อเอ็นหล่อโบงของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน ณ หมู่เกาะสุรินทร์ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา (3) เพื่อศึกษาการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน ณ หมู่เกาะสุรินทร์ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงาในปัจจุบันผ่านพิธีหน่อเอ็นหล่อโบง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมจากเอกสาร การสังเกตการณ์ในพื้นที่แบบไม่มีส่วนร่วมประกอบกับการสัมภาษณ์ เชิงลึกบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์มอแกนมีการใช้พิธีหน่อเอ็นหล่อโบง เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความมีตัวตน ความมั่นคง สำนึกรับรู้ของบุคคลภายนอกถึงชาติพันธุ์ของตนเอง รวมถึงใช้เป็นสัญลักษณ์ในการรวมกลุ่มทางชาติพันธุ์ผ่านการสร้างเสาหล่อโบงจำนวน 3 ต้น เสาหนึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายปู่และตา เสาหนึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายย่าและยาย และอีกเสาหนึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายลูกหลานชาวมอแกน ซึ่งพิธีหน่อเอ็นหล่อโบงไม่ได้เป็นพิธีกรรมที่มีหน้าที่ในการสืบทอด และดำรงอัตลักษณ์ไว้เพียงแค่ชาวมอแกนที่หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงาเพียงเท่านั้น แต่พิธีหน่อเอ็นหล่อโบงยังคงมีหน้าที่ในการสืบทอด และดำรงอัตลักษณ์ของชาวมอแกนในพื้นที่อื่น ๆ ให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการมีบรรพบุรุษร่วมกันโดยใช้พิธีกรรมดังกล่าว เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผู้คนให้มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ปัจจุบันนี้กลุ่มชาติพันธุ์มอแกนมีการผลิตซ้ำอัตลักษณ์ขึ้นภายในกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันมีการเผยแพร่ให้บุคคลภายนอกรับรู้ถึงความเป็นชาติพันธุ์ผ่านทางด้านการท่องเที่ยว และการขายสินค้าทางวัฒนธรรม ส่งผลให้ชาวมอแกนมีการสร้างพื้นที่ทางสังคมขึ้นมาในบริบทด้านต่าง ๆ และมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะสืบทอดและอนุรักษ์พิธีกรรมประจำกลุ่มตนเอาไว้เพื่อให้เป็นที่รู้จักและมีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น พิธีหน่อเอ็นหล่อโบงจึงมีความสำคัญต่อการแสดงออกทางอัตลักษณ์ของชาวมอแกน เนื่องจากถือเป็นหนึ่งในกลุ่มชนที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์มอแกนให้ความสำคัญและคุณค่าของวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้มีการสืบทอดต่อกันมาและยังคงมีการดำรงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เพื่อแสดงออกให้บุคคลภายนอกรับรู้ แม้อัตลักษณ์บางอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงายังคงดำรงอยู่ ได้แก่ (1) รากฐานความเชื่อต่อบรรพบุรุษ และ(2) การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของพิธีกรรมไว้ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปไม่สูญหายไปจากกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง "
  • "สิงห์" กับวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน : กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ เมืองหลวงของไทยในช่วงสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2300-2552)

    เค้าโครงงานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์ที่จะศึกษาถึงการเข้ามาของวัฒนธรรม "สิงห์" จากสายวัฒนธรรมอินเดียและสายวัฒนธรรมจีน ที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างทางสังคมไทยตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา-กรุงรัตนโกสินทร์ (ช่วง พ.ศ. 2300-2552) โดยกรณีศึกษาในเขตพื้นที่บริเวณ ศูนย์กลางการเมืองการปกครองของไทยในส่วนของเมืองหลวงในแต่ละยุคสมัย เพราะเป็นแหล่งที่ รวบรวมศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ต่างๆ ไว้ และศึกษาในเรื่อง “สิงห์” กับวิวัฒนาการใน ตัว "สิงห์" ทั้งระบบความเชื่อ การตีความ การเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ และการนิยามความหมาย ที่ สังคมไทยนํามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคมไทย โดยเฉพาะต่อโครงสร้างทางสถาบัน สําคัญของไทย กล่าวคือ สถาบันกษัตริย์ สถาบันการเมืองการปกครอง และสถาบันศาสนา เป็นต้น และรวมไปถึง ศึกษา "สิงห์" ในด้านตํานาน ประวัติ หรือที่มาของต้นแบบ "สิงห์" นั่นก็คือสิงห์โต โดย ศึกษาจากเส้นทางการส่งผ่านมาถึงประเทศไทย รวมถึงการเกิดเป็นสิงห์อย่างไทย สิงห์ขอมจาก สายอินเดีย และสิงห์ขึ้น รวมทั้งศึกษาในด้านความแตกต่างของสิ่งห์สายอินเดียและสายจีนที่ ปรากฏอยู่ในสังคมไทยด้วย ซึ่งผลการวิจัยได้ข้อสรุปว่าวัฒนธรรมอินเดียที่เกี่ยวข้องกับตัวสิงห์ ได้ส่งผ่านมายัง ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรวมไปถึงประเทศจีนด้วย กระแสวัฒนธรรมอินเดียที่เกี่ยวกับ ตัวสิงห์ ได้ส่งผ่านมาในแหลมอินโดจีนเป็นส่วนใหญ่ จะเห็นได้จากการสร้างศาสนสถาน วิหาร เพื่อ ใช้ประกอบพิธี ที่มีตัวสิงห์ ตั้งไว้ขนาบทั้ง 2 ทางเข้าศาสนสถาน ประตู หรือวิหารด้วย ซึ่งเป็นไป ตามวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ของศาสนา พราหมณ์-ฮินดู ซึ่งวัฒนธรรมสิงห์จากสายอินเดีย มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อประเทศในกลุ่มแหลมอินโดจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกัมพูชา ซึ่งก็คือ เรื่องราวการปรากฏของศิลปะขอม หรือสิงห์ขอมเป็นจํานวนมาก และวางรากฐานทาง ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อที่เกี่ยวกับตัวสิงห์ไว้ด้วย จากสภาพทางภูมิศาสตร์ ทําให้เส้นทางการเข้ามาของวัฒนธรรมสิงห์จากประเทศ กัมพูชาผ่านเข้ามาในดินแดนไทยในช่วงแรกคือปรากฏในภาคอีสานก่อนที่จะเข้ามาสู่ศูนย์กลาง การเมืองการปกครองของไทยในบริเวณที่เรียกว่าเป็นเขตเมืองหลวงของไทยในสมัยอยุธยา รัตนโกสินทร์ ซึ่งนับว่าสําคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาในตัววัฒนธรรมสิงห์ ในส่วนของวัฒนธรรมสิงห์จีน หรือสิงโตจีนนั้น เป็นกระแสวัฒนธรรมที่เข้ามาที่ หลังจากกระแสวัฒนธรรมอินเดียในประเทศไทย และวัฒนธรรมสิงห์ของจีนก็เป็นส่วนสําคัญต่อ กระบวนการโครงสร้างทางสังคมไทยเช่นกัน โดยเข้ามาพร้อมกันกับกลุ่มชาติพันธุ์คนจีน ที่เข้ามา ทําการค้าขาย และ/หรือ ค้าขายกับคนไทย จนเกิดเป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ทําให้ วัฒนธรรมในตัวสิงห์ ถือกําเนิดเข้ามาพร้อมกับความเชื่อที่ติดตัวมาของคนจีน ความแตกต่างของวัฒนธรรมสิงห์สายอินเดีย และสายจีน ปรากฏเด่นชัดในด้าน รูปลักษณ์ ที่เป็นประติมากรรม ที่เกิดจากการสร้างอัตลักษณ์ให้เป็นไปในแบบของความเป็นตัวเอง ผ่านลวดลายการแต่งแต้มของช่างฝีมือ เฉกเช่นเดียวกับประเทศไทยที่ก็มีสิงห์อย่างไทย แต่ความ แตกต่างกันในรูปแบบตัวสิงห์ มีสิ่งที่เหมือนกันคือการสร้างคํานิยามในตัวสิงห์ในฐานะสัตว์ ศักดิ์สิทธิ์ และการให้นิยามความหมายในตัวสิงห์ ซึ่งเป็นความลงตัวที่เหมือนกัน นอกเหนือจากนั้น วัฒนธรรมสิงห์ทั้ง 2 สาย ไม่ได้ทําให้เกิดการทับซ้อน หรือลบเลือนวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งที่ เกี่ยวกับตัวสิงห์ไป แต่สามารถผสมผสานและทําหน้าที่ในบทบาทและสถานะในด้านความเชื่อ การ นับถือ รวมถึงประเพณีต่างๆ โดยแบ่งแยกกันได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตาม “สิงห์” ก็ได้สะท้อนภาพลักษณ์ในสถานะที่เป็นสิ่งมีอํานาจ และแสดง ให้เห็นถึงความน่าเกรงขาม รวมถึงความยิ่งใหญ่ ผ่านสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ในจินตนาการ และ "สิงห์" ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากจินตนาการนี้เอง แลดูจะสร้างคุณค่าในตัวของมันได้มากกว่า สิงห์โต ที่เป็นสัตว์ต้นแบบเสียอีก ฉะนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิงห์โต ไม่มีความสําคัญใดๆ เลย แต่จึงควรให้ ความสําคัญในฐานะที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์สัตว์ชนิดนี้ขึ้นมา ให้มีสรีระ รูปร่าง จนเกิดเป็นการ นิยามให้สิงห์โต เป็นสัตว์เจ้าป่า ตามทัศนคติของมนุษย์ และเชื่อมโยงผ่านตัว “สิงห์” อีกทอดหนึ่ง ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น ทั้งสิงห์สายวัฒนธรรมอินเดีย สิงห์อย่างจีน หรือสิงห์อย่างไทย ก็ล้วนมี ความสําคัญต่อโครงสร้างทางสังคมทั้งสิ้น และกรณีศึกษาวิจัย ทําให้พบว่า "สิงห์" จากสาย วัฒนธรรมอินเดีย และสายวัฒนธรรมจีน มีบทบาทสําคัญอย่างยิ่ง ต่อการเกิดตัวสิงห์อย่างไทย และการเกิดคําว่า “สิงห์” ขึ้นมาในดินแดนประเทศไทย "สิงห์" กับวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน : กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ เมืองหลวงของไทยในช่วงสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2300-2552)
  • “‘The Birth of the Buddha’ at Angkor”

  • “Bangkok Long stay Japanese Club” เงื่อนไขในการปรับตัวของผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่มาพานักระยะยาวในกรุงเทพมหานคร

    ภาคนิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาเกี่ยวกับชมรมชาวญี่ปุ่นที่มาพานักระยะยาวในกรุงเทพฯ (Bangkok Long-stay Japanese Club) ที่ส่งผลต่อการปรับตัวของสมาชิกที่เป็นผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการคือ เพื่อศึกษาบริบททั่วไปของชมรมชาวญี่ปุ่นที่มาพานักระยะยาวในกรุงเทพฯ ได้แก่ ความเป็นมา และวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง การเข้าเป็นสมาชิกโครงสร้างผู้ดูแลชมรม กิจกรรมภายในชมรมฯ ปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นภายในชมรมฯ และเพื่อศึกษาบทบาทของชมรมชาวญี่ปุ่นที่มาพานักระยะยาวในกรุงเทพฯ ที่มีต่อลักษณะการปรับตัวของสมาชิกที่เป็นผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ผลการศึกษาพบว่าการที่ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นตัดสินใจมาพานักระยะยาวที่กรุงเทพฯ ส่วนมากจะเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงเข้าเป็นสมาชิกของชมรมฯ ด้วยเหตุผลที่ว่ากิจกรรมในชมรมฯ มีความน่าสนใจ และอยากมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ โดยกิจกรรมในชมรมฯ จะช่วยให้ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นเกิดการปรับตัวเข้ากับสังคมผู้สูงอายุ เช่น กิจกรรมด้านสุขภาพ อันได้แก่ การรามวยไทเก็ก การตีกอล์ฟ และช่วยให้ผู้สูงอายุปรับตัวทางด้านจิตใจผ่านกิจกรรมเพื่อความบันเทิง ผ่อนคลายความเครียด อันได้แก่ การรับประทานอาหารสังสรรค์ งานดื่มสังสรรค์ คาราโอเกะ และเลดี้ซาลอน นอกจากนี้ชมรมฯ ยังช่วยให้เกิดการปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทยตามแนวคิดการปรับตัวทางวัฒนธรรม (cultural adaptation) ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวที่ทาให้ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นได้เรียนรู้วิถีชีวิตคนไทย และกิจกรรมการสัมมนาวิชาการเพื่อเพิ่มความรู้ ทาให้ผู้สูงอายุทันต่อเหตุการณ์ โดยหลังจากการสัมมนาจะมีการรับประทานอาหารไทยร่วมกัน จะเห็นว่าสมาชิกในชมรมฯ มีการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย เช่น การรับประทานอาหารไทย การฝึกพูดคาไทยง่าย ๆ เช่น คาว่า “สวัสดี” เป็นต้น แต่การปรับตัวนี้มิได้เป็นการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยเสียทีเดียวเนื่องจากยังมีบางรูปแบบกิจกรรมที่ไม่ได้ส่งเสริมความเป็นไทย เช่น การออกกาลังกายประเภทตีกอล์ฟหรือการรามวยไทเก็ก ซึ่งการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ นี้ก่อให้เกิดการมี “เพื่อน” เมื่อนาทฤษฎีเรื่องชมรม (club) มาใช้ในการวิเคราะห์ พบว่าตรงกับทฤษฎีเรื่องชมรมที่ว่าสมาชิกจะได้ประโยชน์พิเศษจากการที่สมาชิกช่วยเหลือกัน เพราะสมาชิกสามารถพานักระยะยาวในกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อมีปัญหาใด ๆ ก็สามารถขอคาปรึกษาได้จากเพื่อนร่วมชมรมฯ
  • “Remember Me, in Your Stories and in Your Songs”: The Magical Journey to Celtic Cultural Resurrection and the Re-Discovery of Self in Song of the Sea

  • “Transpinay” การให้ความหมายการเป็นผู้หญิงข้ามเพศฟิลิปปินส์

    การศึกษาเรือง “Transpinay” การให้ความหมายการเป็นผู้หญิงข้ามเพศฟิลิปปินส์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ(qualitative research)ที่มุ่งวิเคราะห์ “Transpinay” การให้ความหมายการเป็นผู้หญิงข้ามเพศฟิลิปปินส์ ประกอบกับการทบทวนเอกสารต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเบื้องต้น ฉะนั้น ทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องsex, gender, sexuality และแนวคิดอัตลักษณ์ เพื่อตอบคำถาม ความหมายของ “Transpinay” ที่ถูกให้ความหมายโดยผู้หญิงข้ามเพศฟิลิปปินส์ และอิทธิพลของบริบทสังคมวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ที่ส่งผลต่อการเป็นผู้หญิงข้ามเพศ ผลการวิจัยพบว่าการให้ความหมายการเป็ นผู้หญิงข้ามเพศฟิลิปปินส์นั้น ถูกให้ ความหมายในการเป็นผู้หญิงหลากหลายแนวทาง ทั้งการเป็นผู้หญิงแบบรักต่างเพศที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเครื่องเพศเป็นสำคัญ และผู้หญิงในแบบที่ไม่ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเครื่องเพศในการกำหนดความเป็นผู้หญิงของตัวเอง แต่ความเป็นผู้หญิงนั้นขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดจิตใจเป็นสำคัญมากกว่า ซึ่งผู้หญิงในลักษณะนี้ มีการบ่อนเซาะทำลายหรือท้าทายบรรทัดฐานของรักต่างเพศหรือโครงสร้างอำนาจแบบรักต่างเพศ ซึ่งอิทธิพลของบริบทสังคมวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้หญิงข้ามเพศนั้นมีในหลายทิศทางทั้งส่งผลต่อการให้ความหมายการเป็นผู้หญิงข้ามเพศ การเปลี่ยนแปลงร่างกาย และการแบ่งแยกเลือกปฏิบัติตลอดจนถึงขั้นใช้ความรุนแรง
  • “การกลายมาเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ของชาวบ้านชุมชนปากน้ำ เวฬุ”: การศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีพของชุมชน ปากน้ำเวฬุอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี

    ภาคนิพนธ์เล่มนี้ ผู้วิจัยต้องการศึกษาบริบทเชิงพื้นที่ของชุมชนปากน้ำเวฬุ รวมไปถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีพของชุมชน จากการกลายมาเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ของ ชาวบ้านในชุมชนบ้านปากน้ำเวฬุ โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งนี้ผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า ชุมชนบ้านปากน้ำเวฬุหรือ “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” มีบริบทเชิงพื้นที่ของ ตั้งอยู่ในตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งนับเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ โดยลักษณะทางกายภาพของพื้นที่จะ ประกอบไปด้วย ป่าชายเลน แม่น้ำ และทะเล ในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นเวลากว่า 150 ปี ทำให้ชุมชนมีเอกลักษณ์ทางด้านความเชื่อความศรัทธา ภูมิปัญญาและประเพณี อันเกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมทั้งทางฝั่งจีนและฝั่งไทย ด้วยพื้นที่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและรากเหง้าวัฒนธรรมประเพณีที่คงเสน่ห์มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของชาวบ้านในชุมชนสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพในบริเวณปากแม่น้ำเวฬุมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่เป็นยุคของการทำสัมปทานป่าไม้ หมู่บ้านแห่งนี้มีบทบาทเป็นโรงพักไม้โกงกางก่อนถูกส่งไปขายที่บางกอกจึงถูกขนานนามว่า “บ้านโรงไม้” ถัดมาเป็นยุคที่ชาวบ้านหาเลี้ยงชีพโดยการประยุกต์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างประมงพื้นบ้าน และภูมิปัญญาการแปรรูปอาหารทะเลที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษมาใช้ในการประกอบอาชีพ หมู่บ้านแห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านปากน้ำเวฬุ” เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ที่ใช้ทำการ “ทำมาหากิน” และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการท าโฮมสเตย์ในปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนต่างถิ่นในชื่อ “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ดึงดูดความสนใจให้คนภายนอกมาท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศของหมู่บ้านที่ห้อมล้อมไปด้วยน้ำอย่างบ้านไร้แผ่นดิน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีพของชุมชนพบว่าในอดีตวิถีการดำรงชีพจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่มาเป็นทุนในการประกอบอาชีพ แต่เมื่อเกิดการเข้ามาของโฮมสเตย์พบว่า วิถีชีวิตชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ชุมชนเกิดปรากฏการณ์การกลลับเข้ามาของวัยแรงงาน องค์ความรู้และทักษะใหม่ของชาวบ้านในชุมชน การประกอบอาชีพที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การหายไปของเวลา สภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการเข้าถึงแหล่งรายได้ รวมไปถึงการแบกรับภาระหนี้และภาษีก้อนใหญ่ การได้รับความสะดวกสบายจากสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ภูมิทัศน์บ้านเรือนที่เปลี่ยนแปลง การขยายตัวของชุมชน การเปลี่ยนแปลงจำนวนทรัพยากรที่สวนทางกันกับการเพิ่มขึ้นของขยะจากการท่องเที่ยว โดยสรุปผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชนจะอภิปรายผลทั้งในทางบวกและทางลบ ครอบคลุมด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านกายภาพ และด้านระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ
  • “ความเกลียดกลัวคนต่างชาติของชาวรัสเซีย”: ผลกระทบและการปรับตัวต่อสถานการณ์ของนักศึกษาไทยในมอสโก ภายใต้ภาวะการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในประเทศรัสเซีย

    "การศึกษาความเกลียดกลัวคนต่างชาติของคนรัสเซีย (Xenophobia) “ความเกลียดกลัวคนต่างชาติของชาวรัสเซีย”: ผลกระทบและการปรับตัวต่อสถานการณ์ของนักศึกษาไทยในมอสโก ภายใต้ภาวะการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในประเทศรัสเซีย ผู้วิจัยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาในหัวข้อต่อไปนี้ (1.) เพื่อศึกษาลักษณะความเกลียดกลัวคนต่างชาติในรัสเซีย ก่อนหน้าที่จะเกิดภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 (2.) เพื่อศึกษาว่าความเกลียดกลัวคนต่างชาติในหมู่ชาวรัสเซีย มีความเกี่ยวพันโดยตรงหรือเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือไม่ (3.) เพื่อเข้าใจสาเหตุที่ทำให้คนรัสเซียต่างชาติยิ่งขึ้น ภายใต้ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 (4.) เพื่อศึกษาถึงสาเหตุที่นักศึกษาไทยในมอสโกได้รับความเกลียดกลัวคนต่างชาติจากชาวรัสเซีย ภายใต้ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 (5.) เพื่อศึกษาถึงผลกระทบและการปรับตัวของนักศึกษาไทยในรัสเซีย ภายใต้ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยใช้ 3 ทฤษฎีในการประกอบการวิจัย ได้แก่ แนวคิดความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (Xenophobia) เพื่ออธิบายความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (Xenophobia) และผลกระทบที่ได้รับในประเทศรัสเซียทั้งก่อนและหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทฤษฎีระบบภูมิคุ้มกันทางพฤติกรรม เพื่ออธิบายว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุหลักของความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (Xenophobia) ในประเทศรัสเซียหรือไม่ และทฤษฎีการปรับตัวของรอย เพื่ออธิบายถึงการปรับตัวของนักศึกษาไทยในมอสโกเกี่ยวกับความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (Xenophobia) และการปรับต่อในภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลเอกสาร และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ โดยผู้วิจัยเลือกสัมภาษณ์นักศึกษาไทยในมอสโก 10 ท่าน ที่อาศัยอยู่ในมอสโกตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 และอาศัยอยู่ในระหว่างที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยกำหนดคำถามการวิจัยได้ดังนี้ (1.) มีความเกลียดกลัวคนต่างชาติในหมู่ชาวรัสเซีย ก่อนหน้าที่จะเกิดภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือไม่ (2.) ความเกลียดกลัวคนต่างชาติในหมู่ชาวรัสเซีย มีความเกี่ยวพันโดยตรงหรือเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือไม่ (3.) เพราะเหตุใดจึงเกิดความเกลียดกลัวคนต่างชาติในหมู่ชาวรัสเซีย ภายใต้ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 (4.) เพราะเหตุใดนักศึกษาไทยในมอสโกจึงได้รับความเกลียดกลัวคนต่างชาติจากชาวรัสเซีย ภายใต้ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 (5.) นักศึกษาไทยในมอสโกได้รับผลกระทบจากความเกลียดกลัวคนต่างชาติอย่างไรบ้างและมีการปรับตัวอย่างไร ภายใต้ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยนำเข้ามูลเอกสารและข้อมูลจากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ตามทฤษฎีที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษารัสเซีย เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ผลจากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่า (1.) มีความเกลียดกลัวคนต่างชาติในหมู่ชาวรัสเซีย ก่อนหน้าที่จะเกิดภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 สาเหตุมาจากการกลัวคนต่างชาติเข้ามาแย่งงาน แย่งรายได้ แย่งทรัพยากร และที่อยู่อาศัย (2.) ความเกลียดกลัวคนต่างชาติในหมู่ชาวรัสเซียไม่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความเกลียดกลัวคนต่างชาติในประเทศรัสเซียมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (3.) ความเกลียดกลัวคนต่างชาติในหมู่ชาวรัสเซียเกิดขึ้นเนื่องจากคนรัสเซียเชื่อว่าคนจีน (คนเอเชีย) เป็นผู้นำ COVID-19 มาแพร่ระบาดในประเทศรัสเซีย เพราะประเทศจีนเป็นสถานที่แรกที่เกิดการแพร่ระบาด (4.) สาเหตุที่นักศึกษาไทยในมอสโกได้รับความเกลียดกลัวคนต่างชาติจากชาวรัสเซียเป็นเพราะคนรัสเซียส่วนมาก ไม่มีความสามารถในการแยกเชื้อชาติคนเอเชียได้ จึงเหมารวมว่านักศึกษาไทยเป็นคนจีน เป็นเหตุให้นักศึกษาไทยได้รับความเกลียดกลัวนี้ไปด้วย (5.) ผลกระทบที่นักศึกษาไทยได้รับส่วนมาเป็นผลกระทบทางจิตใจ อาทิ การได้รับคำให้ร้าย การเลือกปฏิบัติ การปฏิเสธการให้บริการ ซึ่งในสถานการณ์ปกตินักศึกษาไทยไม่เคยได้รับผลกระทบเช่นนี้ ในส่วนของการปรับตัวที่นักศึกษาไทยเลือกปฏิบัติมากที่สุด คือการปล่อยผ่าน ไม่เก็บเอามาคิดให้ทุกข์ใจ เพื่อให้ตนเองใช้ชีวิตในมอสโกได้อย่างปกติสุขมากที่สุด"
  • “จากนาข้าวเป็นสวนยางพารา”: การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีพ และความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนชาวนาริมแม่น้ำโขง จังหวัดบึงกาฬ

  • “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์”: พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เขตปริมณฑลกรุงเทพฯ พ.ศ. 2513-2537

  • “ภาพยนตร์กับการสะท้อนภาพสังคมอินโดนีเซียและการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง กรณีศึกษา ภาพยนตร์เรื่อง 40 Years of Silence : An Indonesian History”

    การศึกษาเรื่อง ภาพยนตร์กับการสะท้อนภาพสังคมอินโดนีเซียและการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง กรณีศึกษา ภาพยนตร์เรื่อง 40 Years of Silence : An Indonesian History มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมการรัฐประหารในยุคสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ในช่วง ค.ศ. 1965-1966 ผ่านการนำเสนอภาพยนตร์เรื่อง 40 Years of Silence : An Indonesian History ต่อประชาชนอินโดนีเซียในด้านต่างๆ และเพื่อศึกษาผลกระทบ ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งจากทางตรงและทางอ้อมอย่างไร โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร หนังสือ บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆและจากการชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง 40 Years of Silence : An Indonesian History จากการศึกษาพบว่า ภาพยนตร์สารคดีเรื่องดังกล่าวนั้น ได้นำเสนอภาพของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงถึงความโหดร้ายทารุณของฝ่ายกระทำต่อผู้ที่ถูกกระทำ อันเนื่องมาจากการใส่ร้ายป้ายสีของการเมืองฝ่ายหนึ่งที่ต้องการจะทัดทานอำนาจของการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งไม่ให้มาเทียบเทียมความมีอำนาจของฝ่ายตน จึงพยายามปลุกปั่นประชาชนในประเทศด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเข้าใจเหมือนกันว่า เราควรจะต่อต้านและทำลายศัตรูให้สิ้นซากด้วยการใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือในการฆ่าล้างกันเอง และผลกระทบของเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ก็ได้สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและจิตใจของผู้ที่ต้องประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ทั้งจากทางตรงและทางอ้อม ซึ่งภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ก็ได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ของเหยื่อในเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ด้วยเช่นกัน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับชมสามารถเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดซึ่งถูกปิดบังไว้ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาภายใต้ความเงียบงัน
  • “ร้านน้ำชา” : พื้นที่แสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของมุสลิมพม่าภายใต้สภาวะการเป็นชายขอบ กรณีศึกษา ชุมชนช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่

    งานวิจัยเรื่อง “ร้านน้ำชา” : พื้นที่แสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของมุสลิมพม่าในสภาวะการเป็นชายขอบ กรณีศึกษาชุมชนช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการศึกษาตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมุ่งเน้นศึกษาปรากฏการณ์ของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ถูกนิยามให้เป็นคนชายขอบและได้พยายามต่อสู้กับสภาวะดังกล่าวโดยใช้พื้นที่ร้านน้ำชาเป็นเครื่องมือในการแสดงออกซึ่ง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มตน วัตถุประสงค์หลักของงานวิจัยฉบับนี้ได้แก่ การทราบถึงบริบททั่วไปของชุมชนช้างคลานและมุสลิมพม่า การทราบถึงหน้าที่ของร้านน้ำชาในการแสดงออก อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ใดบ้างที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านพื้นที่ร้านน้ำชา ชุมชนช้างคลานเป็นหนึ่งในชุมชนมุสลิมใหญ่ของพื้นที่อำเภอเมือง ประกอบไปด้วยประชากรมุสลิมหลากหลายเชื้อชาติ โดยกลุ่มที่อพยพเข้ามาในพื้นที่หลังสุดได้แก่ มุสลิมพม่า การสร้างภาพมายาคติของรัฐไทยและบริบทของโลกทุนนิยม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มุสลิมกลุ่มดังกล่าวถูกผลักดันให้กลายเป็นคนชายขอบ แต่อย่างไรก็ตามมุสลิมกลุ่มนี้ก็ไม่ได้ยอมจำนนต่อสภาวะเช่นนี้เนื่องจากพวกเขาได้สร้างร้านน้ำชาขึ้นเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มตน พื้นที่ถูกตีความและให้ความหมายตามการเข้าไปใช้งานของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อมุสลิมพม่าเข้าไปใช้พื้นที่ร้านน้ำชา พวกเขาได้กำหนดหน้าที่ให้พื้นที่ดังกล่าวมีหน้าที่ในการเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่แห่งการสร้างระบอบความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม และเป็นเวทีสำคัญที่ถูกใช้เพื่อต่อรองกับอำนาจที่เหนือกว่า อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของมุสลิมพม่าถูกถ่ายทอดออกมาจากร้านน้ำชาผ่านทั้งพื้นที่ทางกายภาพได้แก่ ทำเลที่ตั้ง ลักษณะภูมิทัศน์ และสินค้าบริการภายในร้าน และพื้นที่ทางสังคมซึ่งประกอบไปด้วย ผู้คน ชีวิตประจำวัน และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • “หญิงชั่ว” ในประวัติศาสตร์ไทย: การสร้างความเป็นหญิงโดยชนชั้นนำสยามช่วงต้นรัตนโกสินทร์ - พ.ศ. 2477

    วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษากระบวนการสร้างและการนำเสนอ “หญิงชั่ว” ในประวัติศาสตร์ ไทย โดยศึกษาประวัติและภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ถูกตีตราและเข้าข่ายชั่วในหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัยเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมความชั่วและ เป็นตัวกำกับการสร้างความดีความชั่วให้แก่ผู้หญิง ผ่านการถ่ายทอดความรู้ สำนึก ค่านิยมและจารีต ทางสังคม ผลการศึกษาพบว่าภาพลักษณ์ของ “หญิงชั่ว”ในประวัติศาสตร์ไทยช่วงต้นรัตนโกสินทร์ - พ.ศ. 2477 เกิดจากมโนทัศน์และค่านิยมของผู้ชาย ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ “หญิงชั่ว”ถูกเสนอใน ภาพของผู้หญิงที่ละเมิดศีลธรรมทางพุทธศาสนา และในยุคถัดมาคือ สมัยรัชกาลที่ 4 – พ.ศ. 2477 “หญิงชั่ว”ถูกเสนอในภาพของผู้หญิงที่ละเมิดจารีตเดิมและต่อต้านอำนาจชายเป็นใหญ่ในสังคมสยาม การเขียนประวัติศาสตร์ของผู้ชายยังสะท้อนถึงค่านิยมบางประการที่ผู้ชายคาดหวังต่อผู้หญิงและความคาดหวังเหล่านี้ถูกแสดงออกมาในรูปแบบของการสร้างภาพลักษณ์ผู้หญิงที่ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผู้ชายในรูปแบบของหญิงชั่วที่หญิงดีไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง
  • “เฉลิมไตรภพ”: การศึกษาแนวคิดและกลวิธีสร้างสรรค์

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ “เฉลิมไตรภพ” ฉบับลายลักษณ์สํานวน ภาคกลางของไทย ในด้านผู้แต่ง เนื้อเรื่อง พัฒนาการการแต่ง ที่มาของตํานาน แนวคิด ตลอดจนกลวิธี สร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า “เฉลิมไตรภพ” ฉบับลายลักษณ์ภาคกลางทั้งหมดปรากฏ 20 เล่ม สรุปได้ 3 สํานวน ในด้านผู้แต่งกับพัฒนาการการแต่ง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ทราบผู้แต่ง เป็นสํานวนเก่าสุดซึ่งตกทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา กลุ่มที่สันนิษฐานผู้แต่งได้ สันนิษฐานว่าพระยาราช ภักดี (ช้าง) เป็นผู้แต่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนกลุ่มที่ทราบผู้แต่งชัดเจนแต่งหลัง พ.ศ. 2500 อยู่ในรูป ของตําราโหราศาสตร์ ด้านเนื้อเรื่องประกอบด้วยตํานาน 7 เรื่อง คือ ตํานานการเกิดอุปราคา ตํานาน การสร้างโลกและกําเนิดมนุษย์ ตํานานนพเคราะห์ ตํานานที่มาของรูปลักษณ์ราหู ตํานานการเกิดฝน ฟูา ตํานานการเกิดอุกกาบาตและม้าสี่ตระกูล และตํานานการเซ่นสังเวยเจ้ากรุงพาลี โดยตํานานการ เกิดอุปราคา ตํานานการสร้างโลกและกําเนิดมนุษย์ ตํานานนพเคราะห์ และตํานานที่มาของรูปลักษณ์ ราหูเป็นลักษณะร่วมที่ปรากฏในทุกกลุ่มสํานวน โดยจะเล่าถึงกําเนิดโลกและความเป็นไปของโลก ด้านที่มาของตํานานพบว่าตํานานแต่ละเรื่องมีที่มาหรือได้รับอิทธิพลมาจากคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ คัมภีร์พุทธศาสนา และวรรณกรรมไทย ด้านแนวคิดเสนอแนวคิดเรื่องเทพเจ้า เรื่องโลก-จักรวาล และ เรื่องชีวิต ด้านกลวิธีสร้างสรรค์พบกลวิธีสําคัญ 3 ประการ คือ คือกลวิธีการนําเสนอคติพุทธ-พราหมณ์ กลวิธีการเล่าเรื่อง และกลวิธีการใช้เรื่องเล่าเชิงสัญลักษณ์: การเข้าสู่สภาวะป๎ญญาของพุทธศาสนา กล่าวได้ว่า “เฉลิมไตรภพ” รวบรวมสรรพตํานานที่ผสมผสานคติศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนา และ คติชาวบ้าน เผยให้เห็นวิธีคิดในการมองโลกของโบราณชน ขณะเดียวกันได้แสดงอัจฉริยลักษณ์ของผู้แต่งในการสอดร้อยตํานานต่างเรื่อง ต่างศาสนา มาปรับปรนให้สอดคล้องเข้ากับ จุดมุ่งหมายและสังคมไทย อันเนื่องมาจากมีการนับถือและสํานึกใน “ศาสนา” เป็นมโนคติร่วมกัน
  • “เมืองชายแดนอรัญประเทศ”: การบริหารจัดการเมืองชายแดนของเทศบาล เมืองอรัญญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

    ภาคนิพนธ์เรื่องการศึกษา “เมืองชายแดนบูรพาน่าอยู่”: การบริหารจัดการของเทศบาล เมืองอรัญญประเทศ อ าเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทความเป็นมา ของเมืองชายแดนอรัญประเทศและบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น “เทศบาลเมืองอรัญญ ประเทศ” แนวทางการบริหารจัดการของเทศบาลเมืองอรัญประเทศ และเพื่อศึกษาปัญหาและ อุปสรรคในการบริหารจัดการของเทศบาลเมืองอรัญญประเทศที่มีผลต่อเมืองชายแดน ในส่วนของ แนวคิดที่เกี่ยวข้องที่น ามาใช้เป็นกรอบในการอภิปรายปรากฏการณ์ครั้งนี้ คือ แนวคิดเกี่ยวกับเมือง ชายแดน แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น และแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ โดยผู้วิจัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและอาศัยการเก็บข้อมูลจากการลงพื้นที่แบบมีส่วนร่วมและการ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเมืองชายแดนอรัญประเทศของเทศบาล เมืองอรัญญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ทั้งนีผ้ลจากการศกึษาบริบทเชิงพืน้ที่ของเมืองชายแดนอรัญประเทศ และบริบทของ เทศบาลเมืองอรัญญประเทศ พบว่าเมืองชายแดนอรัญประเทศเป็นเมืองซึ่งตงั้อย่บูริเวณบริเวณ ต าบลอรัญประเทศ อ าเภออรัญญประเทศ จงัหวดัสระแก้ว โดยเมืองชายแดนแห่งนีเ้คยเป็นส่วน หนึ่งของจังหวดักบินทร์บุรี และจงัหวดัปราจีนบุรีในอดีต ต่อมาได้ถูกหนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ จงัหวัดสระแก้ว โดยอรัญประเทศเป็นพืน้ที่ป่าที่มีประชากรถึง 5 ชนเผ่าเข้ามาอย่อูาศยัร่วมกัน ก่อให้เกิดความหลากหลายทางด้านวฒันธรรมในเขตพืน้ที่เมืองชายแดน ต่อมาด้วยปัจจยัเกี่ยวกบั แนวคิดความร่วมมือในระดบัภูมิภาค จึงท าให้พืน้ที่แห่งนีก้ลายเป็นเมืองยทุธศาสตร์ส าคญัในการ กลายเป็นเมืองการค้าและเศรษฐกิจส่พูืน้ที่อินโดจีน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านตา่ง ๆ ของ ผ้คูนและสภาพสังคม เศรษฐกิจ วฒันธรรมในเมืองชายแดนอรัญประเทศ ในส่วนของเทศบาลเมืองอรัญญประเทศ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ บริหารจดัการดแูลพื้นที่เมืองชายแดนอรัญประเทศแห่งนี้ที่ถกูจดัตงั้ขนึ้ในปี พ.ศ.2482 โดยมีพืน้ที่ 164 ตารางกิโลเมตร แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงให้เหลือพืน้ที่อาณาเขตรับผิดชอบเพียง 5 ตารางกิโลเมตร ตามพระราชกฤษฎีกาพุทธศกัราช 2493 อย่างไรก็ตามทางเทศบาลต าบลเมือง อรัญญประเทศได้มีการขอเปลี่ยนแปลงฐานะและยกฐานะขึน้เป็นเทศบาลเมืองอรัญญประเทศ โดยมีผลบงัคบัใช้เมื่อวนัที่ 13 กมุภาพนัธ์ พ.ศ. 2547 ทงั้นีภ้ายในองค์กรประกอบไปด้วยหน่วยงาน ภายใต้เทศบาลอนัประกอบไปด้วย 1 ส านกั 6 กอง คือ ส านกัปลัดเทศบาล กองช่าง กองคลงั กอง สาธารณสขุและสิ่งแวดล้อม กองวิชากรและแผนงาน และกองการศึกษา ส าหรับผลการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการเมืองชายแดนของเทศบาลเมือง อรัญญประเทศ การบริหารจดัการของเทศบาลเมืองอรัญญประเทศ จะเป็นแนวทางการพัฒนา ตามยทุธศาสตร์ที่วางเอาไว้ตามกรอบแนวคิดของยุทธศาสตร์ในระดบัตา่ง ๆ โดยยทุธศาสตร์ของ เทศบาลประกอบด้วย (1) ยุทธศาสตร์การพัฒนารายได้ให้กับชุมชน (2) ยุทธศาสตร์การพฒันา ศกัยภาพและความมนั่คงในชีวิตและทรัพย์สิน (3) ยุทธศาสตร์การพฒันาโครงสร้างพืน้ฐานเพื่อ การบริหารและจดัการสิ่งแวดล้อม และ (4) ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจดัการ ของเทศบาล ทงั้นีท้างเทศบาลได้แบง่บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ บทบาท หน้าที่ที่ต้องปฏิบตัิ และบทบาทหน้าที่ที่เลือกปฏิบตัิ โดยเมืองอรัญญประเทศม่งุเน้นการพฒันาใน หลายด้าน อาทิเช่น ด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม โครงสร้างพืน้ฐาน สิ่งแวดล้อมและ สาธารณสขุ ตลอดจนการบริหารจดัการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขนึ้ ทงั้นีบ้ทบาทของทางเทศบาล เมืองอรัญญประเทศ เป็นเพียงบทบาทเฉกเชน่เดียวกบัองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งอื่น ๆ อีกทั้ง ไม่ได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนด้านชายแดน สิ่งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงการที่เทศบาลนั้นมอง เมืองชายแดนเป็นเพียงองค์ประกอบสว่นหนงึ่ของการเป็นรัฐชาติเพียงเท่านั้น ท้ายสดุผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจดัการเมืองชายแดน พบว่า เทศบาลมีปัญหาและอปุสรรคที่ส่งผลต่อการบริหารจดัการขององค์กร โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ประกอบไปด้วย (1) ปัญหาด้านองค์กร อนัเนื่องมาจากปัจจยัด้านความพร้อมขององค์กรและ เจ้าหน้าที่ในการปฏิบตัิงานให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ (2) ปัญหาด้านพืน้ที่ ที่มีสาเหตุ หลายประการที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการ อาทิเช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาด้านการศึกษา เป็นต้น และ (3) ปัญหาว่าด้วยนโยบายทีของรัฐที่ส่งผลต่อการท างานของเทศบาลแห่งนี้ ทั้งนี้ ผู้วิจยัพบว่าเทศบาลไม่ได้ให้ความสำคัญต่อประชากรแฝงในเขตพื้นที่ชายแดน กลุ่มคนเหล่านี้เป็น ปัจจยัสำคญัที่ส่งผลต่อการพัฒนา เทศบาลจึงควรให้ความสำคัญและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ทั่วถึง
  • “โรงเกลือมาร์เก็ตนวนคร” กิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงื่อนไขการดำรงอยู่ของตลาด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    การศึกษาเรื่อง “โรงเกลือมาร์เก็ตนวนคร” กิจกรรมทางเศรษฐกิจและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนผ่านพื้นที่ตลาด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเป็นมาและพัฒนาการ ภูมิทัศน์ทางกายภาพ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่โรงเกลือมาร์เก็ตนวนคร จังหวัดนครศรีอยุธยา แนวคิดที่ใช้เป็นกรอบในการอธิบายปรากฏการณ์ในครั้งนี้คือ แนวคิดกระแสโลกาภิวัฒน์ แนวคิดเรื่องตลาด แนวคิดเกี่ยวกับตลาดชุมชน และแนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน สำหรับระเบียบวิธีวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการเก็บข้อมูลโดยการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยพื้นที่ที่ใช้ในการศึกษาคือ โรงเกลือมาร์เก็ตนวนคร จังหวัดนครศรีอยุธยา ผลการศึกษาในวัตถุประสงค์แรกพบว่า การพัฒนาโรงเกลือมาร์เก็ตนวนครนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ 1) ช่วงท้องนาและโรงเบียร์ ที่เป็นช่วงที่ยังไม่ได้มีแม้กระทั่งถนน เนื่องจากต้องทำการถมที่ดินขึ้นมา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว เป็นเพียงแค่ท้องไร่ท้องนาเท่านั้น และพัฒนาพื้นที่เรื่อยมา ในที่สุดก็กลายมาเป็นโรงเบียร์ฮอลแลนด์นวนคร จนพัฒนามาเป็น 2) ช่วงโรงเหล้าแสงจันทร์ ซึ่งเป็นช่วงที่พัฒนาพื้นที่เรื่อยมา เนื่องจากกิจการโรงเบียร์ฮอลแลนด์นวนครไม่ประสบความสำเร็จ จึงมาถึงช่วงของตลาดนัดเล็กๆ โดยตลาดแห่งนี้ก็ยังไม่สามารถทำรายได้ได้มากเพียงพอ จนมีนายทุนมาขอเช่าพื้นที่อีกส่วนในการเปิดกิจการโรงเหล้าแสงจันทร์นวนคร ซึ่งเป็นการขยายสาขามาจากกรุงเทพ ส่วนพื้นที่ที่เคยเป็นโรงเบียร์ฮอลแลนด์นวนครก็ได้กลายเป็นโรงผลิตน้ำดื่มยี่ห้อ Star Drinking Water โดยโรงน้ำแห่งนี้สามารถทำรายได้ได้อย่างมหาศาล จึงสามารถดำเนินกิจการเรื่อยมาจนปัจจุบัน กระทั่ง 3) ช่วงโรงเกลือมาร์เก็ต ที่ถือเป็นช่วงพัฒนา ณ ปัจจุบัน ที่พัฒนาจากท้องนามาเป็นตลาด ซึ่งในช่วงแรกโรงเกลือมีเพียงแค่อาคารเดียว ยังไม่ได้แบ่งเป็นหลายโซน ตลาดนัดมีเพียงแค่เปิดท้ายขายของ ทั้งยังไม่มีพ่อค้าแม่ค้า และลูกค้าเป็นจำนวนมากอย่างในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวก็ยังไม่รู้จัก จึงทำให้โรงเกลือมาร์เก็ตยังไม่เป็นที่นิยมในช่วงแรก ในวัตถุประสงค์ที่สองเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งกิจกรรมการขาย และกิจกรรมการซื้อภายในตลาดโรงเกลือมาร์เก็ตนวนคร ที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่ ทั้งพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยและพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชา ว่ามีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับตลาดโรงเกลือมาร์เก็ต ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีวิถีชีวิตที่คล้ายกัน เนื่องด้วยเป็นกิจวัตรการค้าขายเช่นเดียวกัน รวมถึงพฤติกรรมการขายที่บ่งบอกความมีเอกลักษณ์ของชาวไทยและชาวกัมพูชาอย่างชัดเจน สำหรับกิจกรรมการซื้อที่แสดงถึงผู้ซื้อกลุ่มเป้าหมาย คือ พนักงานโรงงาน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่นิยมมาซื้อสินค้าที่ตลาดโรงเกลือมาร์เก็ต เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับตลาด จึงเดินทางมาอย่างสะดวกและรวดเร็ว ส่งผลให้ทราบถึงกิจกรรมทางการค้าทั้งกิจกรรมการขายและกิจกรรมการซื้อตามวัตถุประสงค์ ในประเด็นสุดท้าย เรื่องเงื่อนไขการดำรงอยู่ของโรงเกลือมาร์เก็ตนวนคร สามารถแบ่งได้เป็น 5 ปัจจัย คือ (1) การมีที่ตั้งที่ดี (2) การใช้ประโยชน์พื้นที่ที่หลากหลายเกื้อกูลกัน (3) การมีสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ ราคาถูก และหลากหลาย (4) การนำจุดเด่นของตลาดโรงเกลือ และตลาดนัดคลองถมมารวมกัน และ (5) ความสามารถในการบริหารจัดการ จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าตลาดโรงเกลือสามารถดำรงอยู่ได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากที่ตั้งที่เหมาะสม ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง ผู้คนสามารถเดินทางมายังตลาดได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ภายในตลาดยังแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน โดยพื้นที่แต่ละส่วนสามารถเอื้อประโยชน์ต่อกันอย่างเกื้อกูล ทำกำไรให้กับตลาด มีการจัดสรรอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์จนทำให้ผู้คนยังเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาด เนื่องจากสินค้าภายในตลาดโรงเกลือเป็นสินค้าเหมือนกันกับตลาดโรงเกลือสระแก้ว อำเภออรัญประเทศ เพราะขนส่งมาจากที่เดียวกัน และจุดเด่นที่สำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อกลุ่มเป้าหมายไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าที่อื่น คือ เรื่องราคาสินค้าที่ถูกมาก ทั้งยังสามารถซื้อสินค้าได้ครบทุกอย่างภายในตลาด และสุดท้ายความสามารถในการบริหารจัดการของตลาดเป็นการบริหารจัดการที่เป็นระบบ จัดสรรปันส่วนอย่างชัดเจน มีการกำหนดกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และมาตรการให้กับพ่อค้าแม่ค้าภายในตลาดได้เป็นอย่างดี ทำให้ตลาดโรงเกลือสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป
  • “โลกหลังวิกฤติโควิด-19” บทบาทของรัสเซียบนเวทีโลกหลัง วิกฤติการณ์โควิด

    "วิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ไม่ได้เป็นเพียงภัยความมั่นคงทางสาธารณสุขเท่านั้น หากแต่สั่นสะเทือนถึงโครงสร้างทางภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบโลกใหม่ระเบียบโลกเก่านำโดยสหรัฐอเมริกาที่ยึดโยงการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศไว้ตั้งแต่หลังสงครามเย็นเผชิญกับความระส่ำระสายจากความเสื่อมถอยของของอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา อำนาจบนเวทีการเมืองโลกเริ่มถ่ายโอนมาทางตะวันออกจากการการผงาดของจีน และการก้าวเข้ามามีบทบาทบนเวทีโลกของประเทศมหาอำนาจอื่นๆ การเป็นผู้กำหนดระเบียบโลกหมายความถึงการเป็นผู้กุมอำนาจวิถีการดำเนินไปของโลกทั้งในโครงสร้างด้านมิติเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และมิติสังคมและวัฒนธรรม ระเบียบโลกแบบเสรีนิยมของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันกัดกร่อนและคุกคามผลประโยชน์แห่งชาติของรัสเซียเป็นอย่างมาก รัสเซียตั้งคำถามถึงการผูกขาดของระบบทุนนิยมและระบบโลกแบบขั้วเดียว และพยายามผลักดันระบบโลกแบบหลายขั้วอำนาจหรือแบบพหุนิยม (Multipolar – world order) ในขณะเดียวกันกับการพยายามสร้างอำนาจต่อรองและเพิ่มบทบาทของตัวเองในการกำหนดนโยบายโลก การแพร่ระบาดของไวรัสเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการลดและขยายช่องว่างในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ ด้วยทรัพยากรและศักยภาพของรัสเซียในเวลานี้ การแพร่ระบาดใหญ่และการวางตัวและบทบาทของรัสเซียในระเบียบโลกหลังจากโควิดจะเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถนำรัสเซียเข้าไปสู่การมีบทบาทสำคัญในการกำหนดระเบียบโลกได้ ผ่านการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและขับเคลื่อนการร่วมกลุ่มสถาบันระหว่างประเทศต่าง ๆ "
  • ”ไชน่า-อาเซียน เอ็กซ์โป” นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวางสี

    การศึกษาเรื่อง ”ไชน่า-อาเซียน เอ็กซ์โป” นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวาสี China-ASEAN Expo Nanning city, Guangxi Zhuang Autonomous Region นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความร่วมมือทางการค้าระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยมองผ่านมุมมองงานมหกรรมสินค้า จีน-อาเซียน ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา โดยทางรัฐบาลจีนมีนโยบายให้นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวางสี เป็นเจ้าภาพในการจัดงานมหกรรมดังกล่าว อันเนื่องมาจากนับตั้งแต่การบรรลุข้อตกลงของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (China-ASEAN Free Trade Area)กับ อาเซียนในการจัดตั้ง AFTA (ASEAN Free Trade Area) สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้ว จีนมีนโยบายผลักดันให้ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองจ้วงกวางสี เป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียน (China-ASEAN Summit) อันเนื่องมาจากความต้องการพัฒนาภาคตะวันตกของจีน หรือ นโยบาย Xibu Da Kaifa ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาภาตะวันตกของจีน โดยความจำเป็นของนโยบาย Xibu Da Kaifa นั้นมาจากแนวทางการปฎิรูปเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวางสี ถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน CAEXPO หรือ China-ASEAN Expo ขึ้นทุกปี โดยมีจุดมุ่งหมายของการจัดงานก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางด้านการพัฒนาทางการค้า การลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะฝ่ายของจีน การจัดงาน CAEXPO นั้นก็จะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกลางที่มีเป้าหมายหลักที่ชัดเจนคือ การพัฒนา มณฑลที่อยู่ภาคตะวันตกซึ่งมีความเจริญที่น้อยกว่ามณฑลทางฝั่งตะวันออกที่ติดชายฝั่งทะเลของจีน โดยจากลักษณะทางภูมิศาสตร์และสภาพทางอากาศของกวางสีแล้ว มีความใกล้เคียงกับประเทศในอาเซียนมาก เศรษฐกิจหลักของกวางสีนั้นจึงขึ้นอยู่กับการค้าทางการเกษตรเป็นหลัก สภาพทางกายภาพของกวางสีมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ มีทรัพยากรและปริมาณสำรองสินแร่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก และยังเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของจีนรวมถึงยังเป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแจกจ่ายไปมณฑลกวางตุ้งอีกด้วย ผลจากการศึกษางาน ไชน่า-อาเซียน เอ็กซ์โป ทำให้ทราบถึงกลยุทธ์หนึ่งที่จีนใช้ในการพัฒนากวางสี รัฐบาลจีนได้เล็งเห็นความสำคัญของงานนี้และได้ให้ความสำคัญกับงานนี้มากเป็นพิเศษ จึงรับเป็นเจ้าภาพจัดงานที่นครหนานหนิงติดต่อกันมาแล้ว 5 ปี และในแต่ละครั้งก็มีแขกพิเศษของแต่ละประเทศเข้าร่วมงานด้วย นอกจากจะได้ประโยชน์จากงานแสดงสินค้าการสัมมนาทางการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมของทั้ง 10 ประเทศ และจีน รวมเป็น 11 ประเทศแล้วยังมีกิจกรรมเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกด้วย ผลจากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่างานไชน่า-อาเซียน เอ็กซ์โป นั้นที่ผู้วิจัยได้ทำมีโอกาสเดินทางไปทำการศึกษา และลงภาคสนาม สามารถทราบถึงรายละเอียดต่างๆของงานดังกล่าว รวมทั้งศักยภาพและขีดความสามารถของนครหนานหนิง ที่จะสามารถรองรับการเจริญเติบโตจากภายนอกได้อย่างรวดเร็วและทำให้ทราบถึงความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น นอกจากนครหนานหนิงจะเป็นนครที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สูงแล้ว ยังนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรอีกด้วย และสำหรับงานไชน่า-อาเซียน เอ็กซ์โป นั้นถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตของนครหนานหนิงแห่งนี้เป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่การจัดงานในแต่ละครั้งจะดึงเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่นครแห่งนี้ แต่ยังนำมาซึ่งการจัดจ้างและการตกลงร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน ที่นำมาซึ่งรายได้และการจ้างงานที่สำคัญให้กับนครหนานหนิงและเขตปกครองตนเองจ้วงกวางสีและพื้นที่ใกล้เคียง
  • A CORPUS-INFORMED STUDY OF MEDIA ATTITUDES USING THE APPRAISAL FRAMEWORK: AN ANALYSIS OF NEWSPAPER REPORTS ON TWO OPPOSING POLITICIANS DURING THE 2013 - 2014 POLITICAL UNREST IN THAILAND

    This corpus-informed study aims to investigate similarities and differences in terms of the frequencies of judgment types imposed on Yingluck Shinawatra and Suthep Thaugsuban in two English-language newspapers in Thailand, to uncover positive and negative attitudes deduced from the analysis of collocations of the key appraising items, and to identify keywords and find out how the keywords, when examined in collocation with words denoting the two politicians, suggest the attitudes of the media towards the politicians. The corpus data in this study were compiled from two English daily online newspapers: Bangkok Post and The Nation, focusing on political conflicts in Thailand between Shinawatra‘s government and the anti-government members which took place between 31 October 2013 and 22 May 2014. To investigate the frequencies of judgement types, concordance lines for the two politicians, generated by Antconc corpus analysis software, which illustrate judgement categories based on the Appraisal Theory (normality, abnormality, capacity, incapacity, tenacity, untenacity, veracity, inveracity, propriety, and impropriety) were counted and statistically compared within and across different media sources. To examine appraising terms and collocations, typical lexical items used to express each judgement type, as well as their collocations, were identified and analyzed to uncover the media attitudes. Finally, keyness analysis was used to extract keywords found in each news corpus, and concordance lines in which those keywords were found in collocation with the two political figures were identified and analyzed to suggest how the two media appraise the two key news subjects. The results based on the frequency analysis of judgement types suggested that over all there were higher numbers of corpus-attested instances of appraised extracts on the Prime Minister than those imposed on the anti-government leader. When comparing the appraisal imposed to the two politicians, it was found that more instances of the tenacity and propriety types were associated with the Prime Minister, while more instances of the normality type were imposed on the demonstration leader. A further analysis of appraisal on each politician revealed that both news subjects were appraised more negatively than positively in the two newspapers, although the Prime Minister appeared to have negative evaluation specifically on capacity and propriety, while the anti-government leader seemed to have negative evaluation on impropriety in particular. The analysis of appraising items and their collocations as well as the examination of keywords in each news corpus in collocation with words denoting the two political figures also conformed to the quantitative findings. That was, the Prime Minister was appraised positively as a flexible politician who was determined to resolve the political tension by democratic means, but at the same time being negatively appraised in terms of capacity, dependency, and alleged corruption and law breaking. The anti-government leader was positively appraised as a popular leader of the demonstration, but was criticized as adopting a fairly violent and undemocratic way of protest. Implications of the study in relation to journalism, pedagogy, and future research are also discussed.
  • A Corpus-informed Study of Move Structures and Linguistic Features of Press Release and Corresponding News Reports of Products and Services in the Thai Business Context

Browse all
Prev Next