ศิลปศาสตร์บัณฑิต โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

  • สถาปัตยกรรมสยามในเมืองหลวงพระบางและเมืองจอมเพ็ด แขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

    "ภาคนิพนธ์เรื่อง สถาปัตยกรรมสยามในเมืองหลวงพระบางและเมืองจอมเพ็ดแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1) ศึกษาการเกิดของสถาปัตยกรรมสยาม (สิมรูปแบบสยาม) ในเมืองหลวงพระบางและเมืองจอมเพ็ดแขวงหลวงพระบางสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2) บริบททางสังคมและการเมืองระหว่างสยามและล้านช้างที่ส่งอิทธิพลต่อการสร้างสถาปัตยกรรมสยามในพื้นที่เมืองหลวงพระบางและเมืองจอมเพ็ด และ 3) การแสดงอำนาจและสัญลักษณ์ผ่านสถาปัตยกรรมสยามในพื้นเมืองหลวงพระบางและเมืองจอมเพ็ด โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการรวบรวมข้อมูลการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึก นอกจากนี้ยังใช้แนวคิดเกี่ยวกับแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมสะท้อนบริบททางสังคม แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการแสดงอำนาจและสัญลักษณ์ผ่านสถาปัตยกรรม เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและอภิปรายผลกรศึกษา จากผลการศึกษา พบว่า มีการเกิดขึ้นของสถาปัตยกรรมสยามในพื้นที่เมืองหลวงพระบางและเมืองจอมเพ็ดแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยพบสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาจำนวน 3 แห่ง คือสิมวัดสีพุดทะบาด (วัดป่าแค) ในพื้นที่เมืองหลวงพระบาง สิมวัดป่าฮวก ในพื้นที่เมืองหลวงพระบาง และ สิมวัดจอมเพ็ด ในพื้นที่เมืองจอมเพ็ด ซึ่งสถาปัตยกรรมทั้งสามมีการแสดงออกถึงอิทธิพลรูปแบบทางสถาปัตยกรรมสยามอยู่มาก โดยเชื่อว่าการเกิดขึ้นของสถาปัตยกรรมทั้งสามเกิดจากการที่สยามมีอำนาจเหนือดินแดนล้านช้าง และได้ส่งออกวัฒนธรรมจากเมืองหลวงซึ่งคือกรุงเทพมหานครสู่เมืองอื่น ๆ โดยการส่งผ่านทางวัฒนธรรมทางสถาปัตยกรรมนั้นมีการส่งผ่านทาง อุปราช กษัตริย์ ขุนนาง ของล้านช้างหลวงพระบางที่ได้รับอิทธิพลจากราชสำนักสยาม และตัวขุนนางของสยามเองที่ได้ราชการและมีอำนาจเหนือแขวงหลวงพระบาง อีกทั้งสถาปัตยกรรมทั้งสามยังมีการแสดงออกถึงอำนาจและสัญลักษณ์ผ่านสถาปัตยกรรม เช่น การส่งต่อถึงชุดความคิดและคติความเชื่อในการสร้างสถาปัตยกรรมให้กับเจ้าหัวเมืองประเทศราช หรือ สถานที่ตั้งของสถาปัตยกรรมที่คานอำนาจกับสถาปัตยกรรมสำคัญในเมืองหลวงพระบาง รวมถึงภาพจิตรกรรมที่ได้รับอิทธิพลและชุดความคิดจากสยาม อีกทั้งประติมากรรมที่มีการแสดงถึงอำนาจ และคติของของสยามและได้รับการเปลี่ยนแปลงการ และการสร้างสถาปัตยกรรมสยามอาจจะเป็นการเน้นย้ำถึงอำนาจของสยามในพื้นเมืองจอมเพ็ดอีกด้วย ทั้งนี้สถาปัตยกรรมที่ศึกษานั้นในปัจจุบันยังคงมีการถกเถียงกันระหว่างการนิยามรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบสยาม ที่ได้รับอิทธิพลจากสยาม หรือ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบเวียงจันทน์ ที่ได้รับอิทธิพลจาก นครเวียงจันทน์"
  • ขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องการแบ่งแยกดินแดน กรณีศึกษาเปรียบเทียบ ประเทศติมอร์ตะวันออก และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

    การปกครองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงที่มีความแตกต่างเรื่องระบอบปกครอง แต่ไม่อาจตอบสนองคนภายในพื้นที่จนทำให้เกิดความตระหนักรู้เรื่องสิทธิและอำนาจอธิปไตยที่ควรจะเปิดรับภาคท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มขบวนการมีกรอบในการดำเนินกระบวนการแบ่งแยกดินแดนเหมือนกัน คือ เกิดจุดแตกหักทางประวัติศาสตร์จากการขาดโอกาสพื้นที่ในการสร้างตัวตนตามแบบแนวคิดทางการเมืองที่ตนต้องการ ไม่มีอำนาจในการต่อรองในการแบ่งอธิปไตยการปกครองร่วมกันกับฝ่ายรัฐ อีกทั้งยังถูกกดขี่และเอาเปรียบผลประโยชน์มานาน จึงเกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มช่องว่างจากการผูกขาดอำนาจและพื้นที่โอกาสให้กับตัวเองและสังคม การให้ได้มาซึ่งเอกราชของประเทศติมอร์ตะวันออก ขบวนการเคลื่อนไหว Fretilin ที่ได้รับความช่วยเหลือองค์กรต่างประเทศและศักยภาพของผู้นำเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เป้าหมายสามารถประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และยังมีจุดที่แตกต่างอีกมากมายโครงสร้างขบวนการ รวมไปถึงความเข้มข้นของความรุนแรงและการใช้สันติภาพในการเรียกร้องที่มีผลต่อทิศทางในการตอบกลับของรัฐและความเข้มแข็งของขบวนการเคลื่อนไหว
  • นาฏยกรรมโขนอุษาคเนย์ : อัตลักษณ์ที่แตกต่างในมิติทางประวัติศาสตร์ และความเป็นชาติ

    "ภาคนิพนธ์เรื่อง นาฏยกรรมโขนอุษาคเนย์ : อัตลักษณ์ที่แตกต่างในมิติทางประวัติศาสตร์และความเป็นชาติ” มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาดังนี้ 1) เพื่อศึกษาต้นกำเนิดของนาฏยกรรมโขนในกรณีประเทศไทยกัมพูชา 2) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ที่แตกต่างระหว่างนาฏยกรรมโขนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ในมิติทางประวัติศาสตร์ 3) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของนาฏยกรรมโขนไทยและกัมพูชา ในฐานะปัจจัยหนึ่งในการสร้างความเป็นชาติ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยข้อมูลจากงานเอกสารและการสัมภาษณ์เป็นหลัก เนื่องด้วยสถานการณ์โรคระบาดติดเชื้อ COVID-19 จึงไม่สามารถลงพื้นที่ไปเก็บรวบรวมข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังใช้แนวคิดหลัก 3 แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้ ได้แก่ 1) แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ 2) แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ 3) แนวคิดเรื่องการสร้างความเป็นชาติ จากผลการศึกษาพบว่าต้นกำเนิดของนาฏยกรรมโขนไทยและกัมพูชามีที่มีจากแหล่งเดียวคือประเทศอินเดีย ผ่านทางวรรณกรรมรามายณะ อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อต้นกำเนิดของนาฏยกรรมโขนแม้ว่าการกำเนิดขึ้นของไทยและกัมพูชาจะแตกต่างกันด้วยเงื่อนไขในมิติประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ผู้วิจัยมองว่ามีความสำคัญไปกว่าต้นกำเนิด คือ อัตลักษณ์ในมิติต่างๆของทั้งสองประเทศได้ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของตนเอง ซึ่งอัตลักษณ์ที่ผู้วิจัยมองว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาคนิพนธ์นี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ด้านได้แก่ 1)อัตลักษณ์ในมิติทางประวัติศาสตร์ 2) อัตลักษณ์ในด้านนาฏศิลป์ 3) อัตลักษณ์ในความเป็นชาตินิยม ด้วยอัตลักษณ์ทั้งสามด้านอื่นเป็นเสมือนปัจจัยที่สามารถอธิบายถึงความเป็นมา พัฒนาการ และความเป็นในอนาคตของนาฏยกรรมโขนไทยและกัมพูชาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งอัตลักษณ์ทั้งสามด้านนี้ ยังเป็นปัจจัยสำคัญส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการทำภาคนิพนธ์ในครั้งนี้"
  • การปรบั ตัวในการให้บริการของ Kerry Express ในสถานการณ์ Covid-19

    งานวิจัยเรื่อง การปรับตัวการให้บริการของ Kerry Express ในสถานการณ์ Covid- 19 งานวิจัยฉบับนี้ทาขึ้นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวในการให้บริการของ Kerry Express ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ซึ่งเป็นวิฤตที่ส่งผลกระทบทั่ว โลกการออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสCovid-19 อันนาไปสู่การ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม จนธุรกิจขนส่งพัสดุนั้นมีการ เติบโตอย่างก้าวกระโดดที่กลายเป็นตลาดแห่งการแข่งขัน โดยมีขอบเขตการศึกษาซึ่งเป็น การศึกษาในแง่มุมของผู้ให้บริการผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth interview)จากผู้ให้บริการKerry Express ได้แก่ผู้จัดการพนักงานและ พนักงานขนส่งพัสดุ โดยใช้แนวคิดตามทฤษฏีคุณภาพการให้บริการ เป็นการศึกษาโดยใช้ แง่มุมของผู้ให้บริการเพื่อทราบถึงแนวทางการปรับตัวในสถานการณ์ Covid-19 โดยงานวิจัย ชิ้นนี้พบว่าการให้บริการของ Kerry Express ช่วงสถานการณ์Covid-19 มีการเปลี่ยนไปใน ตามแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการทั้ง5ด้าน ได้แก่ 1.ความไว้ใจและ น่าเชื่อถือ มีปรับเปลี่ยนการคัดแยกพัสดุ 2.ความมั่นใจ มีการออกมาตรการป้องกันสาหรับ พนักงาน 3.สิ่งที่สามรถจับต้องได้ มีการเพิ่มอุปกรณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อ 4. ความใส่ใจ มีการเปิดชอ่ งทางการติดต่อ 5.การตอบสนองลูกค้า มีการปรับราคาอุปกรณ์ในการขนส่ง
  • ธุรกิจแฟชั่นไอเทมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรณีศึกษา ตราสินค้าลินน์และชาร์ล แอนด์ คีธ ในประเทศไทย

    " การวิจัยเรื่อง “ธุรกิจแฟชั่นไอเทมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรณีศึกษา ตราสินค้าลินน์และชาร์ล แอนด์ คีธ ในประเทศไทย” เป็นการศึกษาในรูปแบบการวิจัยข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 205 คน โดยออกแบ่งเป็นตราสินค้าลินน์ 101 คน และตราสินค้าชาร์ล แอนด์ คีธ 104 คน โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ เพื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อตราสินค้าลินน์และชาร์ล แอนด์ คีธ และศึกษาส่วนประสมทางการตลาด (7P’s) ที่ส่งผลให้ตราสินค้าลินน์มียอดขายมากกว่าตราสินค้าชาร์ล แอนด์ คีธ ในประเทศไทย นอกจากนี้สมมติฐานงานวิจัยยังครอบคลุมในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7P’s) ประกอบด้วย โอกาสของผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อตราสินค้าลินน์ ที่มีจำนวนผู้บริโภคเลือกมากที่สุด คือ ช่วงสินค้าลดราคา และเหตุผลของผู้บริโภคที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อตราสินค้าชาร์ล แอนด์ คีธ ที่มีจำนวนผู้บริโภคเลือกมากที่สุดคือ ราคาไม่สูงจนเกินไป ค่าเฉลี่ยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลให้ตราสินค้าลินน์มียอดขายมากกว่าตราสินค้าชาร์ล แอนด์ คีธ คือ ช่องทางการจัดจำหน่าย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างของตราสินค้าลินน์และตราสินค้าชาร์ล แอนด์ คีธ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และอายุกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 19-22 ปี มีสถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า อาชีพนักเรียน/นักศึกษา และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน โดยมีพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์ประเภทกระเป๋าเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อคือ ราคาไม่สูงจนเกินไป ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านค้าของตราสินค้าลินน์และชาร์ล แอนด์ คีธ ผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์ช่วงสินค้าลดราคา โดยเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประมาณ ครั้งละ 1 ชิ้น มีค่าใช้จ่ายในการซื้อต่อครั้งประมาณ 1,000-1,500 บาท เลือกซื้อเพื่อนำไปบริโภคเอง ทราบข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อจากการโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ และบุคคลที่มีส่วนในการตัดสินใจเลือกซื้อคือ ตัดสินใจด้วยตนเอง ผู้วิจัยคาดว่าประโยชน์จากการศึกษางานวิจัยครั้งนี้ จะสามารถนำไปใช้ประกอบการศึกษาในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคและการศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7P’s) ที่มีต่อตราสินค้าลินน์และตราสินค้าชาร์ล แอนด์ คีธ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนในการดำเนินงาน การวางกลยุทธ์ทางการตลาด รวมไปถึงนำไปใช้พัฒนาตลอดจนปรับปรุงกระบวนการการให้บริการอย่างเหมาะสม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มโอกาสในตลาดมากยิ่งขึ้นในอนาคต"
  • การนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ภายใต้บริบทวิญญาณนิยม กรณีศึกษารายการช่องส่องผี

    "ภาคนิพนธ์เรื่อง การนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ภายใต้บริบทวิญญาณนิยม กรณีศึกษารายการช่องส่องผี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาบริบทวิญญาณนิยมในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบัน ศึกษาวิธีการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของรายการช่องส่องผี และศึกษาบทบาทของบริบทวิญญาณนิยมที่มีต่อการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของรายการช่องส่องผีและการรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาจากเอกสาร ประกอบกับการสังเกตการณ์ นอกจากนี้ยังใช้แนวคิดวิญญาณนิยม แนวคิดเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและอภิปรายผลการศึกษา จากผลการศึกษา พบว่า บริบทวิญญาณนิยมในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการพยายามรักษาความเชื่อให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอด อีกทั้งเมื่อมีการเข้ามาของสื่อออนไลน์ทำให้ผู้คนได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องวิญญาณนิยมมากขึ้น และทำให้ผู้คนมีอารมณ์ความรู้สึกต่อความเชื่อดังกล่าวที่หลากหลายมากกว่าความหวาดกลัว แต่สังคมไทยเองก็ยังไม่พ้นกรอบแนวคิดดังกล่าวที่นำไปสู่ความงมงาย ที่แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการเข้ามาของวิทยาการใหม่ๆ ซึ่งสามารถหาคำตอบเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่าความเชื่อเรื่องวิญญาณนิยม แต่ความเชื่อเรื่องดังกล่าวก็ยังปรากฏอยู่ในสังคมไทย และไม่ลดน้อยลงไป รายการช่องส่องผีมีวิธีการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านคำบอกเล่าจากวิญญาณ ซึ่งเป็นการนำเอาความเชื่อเรื่องวิญญาณนิยมที่มีในสังคมไทยมาเป็นจุดเด่นในการนำเสนอ ประกอบกับการนำเอาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องยืนยันการมีตัวตนอยู่จริงของวิญญาณ โดยการถ่ายทำในสถานที่จริง พร้อมทั้งแขกมีรับเชิญ หรือผู้ให้ข้อมูลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้นๆ แสดงให้เห็นถึงทัศนะที่มีต่อประวัติศาสตร์รายการว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ถูกยอมรับในสังคมไทยปัจจุบันนั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนโดยผู้ชนะ การเพิ่มเติมข้อมูล หรือการโต้แย้งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่รายการนำเสนอจึงมีจุดประสงค์เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์นอกตำรา หรือประวัติศาสตร์มุมมองใหม่ให้แก่ผู้รับชม การนำเอาความเชื่อเรื่องวิญญาณนิยมมาเป็นตัวแสดงหลัก ส่งผลให้วิธีการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของรายการมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แม้ว่าสิ่งที่รายการนำเสนอไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงประการใด และไม่สอดคล้องกับหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่น่าเชื่อถือได้ อีกทั้งส่งผลให้เกิดการรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่คาดเคลื่อนแก่ผู้รับชมในสังคมไทย จึงนำไปสู่การเลือกรับรู้ประวัติศาสตร์ตามแบบที่รายการนำเสนอ และคล้อยตามกับความรู้ความเข้าใจนั้นไปในที่สุด "
  • "Raffles Institution": บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน บทเรียนจากสิงคโปร์สู่ไทย

    " จากการศึกษาเรื่อง “Raffles Institution”: บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน บทเรียนจากสิงคโปร์สู่ไทย มีวัตถุประสงค์สามประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษานโยบายในการส่งเสริมให้โรงเรียนมีนักสังคมสงเคราะห์ของประเทศสิงคโปร์ (2) เพื่อศึกษาบทบาทและความสำคัญของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน ผ่าน Raffles Institution ของสิงคโปร์ และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางในการสนับสนุนให้โรงเรียนในไทยมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน สำหรับระเบียบวิธีวิจัยเป็นระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งได้มีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลการศึกษาผ่านการวิจัยทางเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบายในการส่งเสริมให้มีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนของประเทศสิงคโปร์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักสังคมสงเคราะห์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในศูนย์ให้การแนะแนว (Raffles Guidance Centre) ของโรงเรียน Raffles Institution ประเทศสิงคโปร์ ผลการศึกษาพบว่า นักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษานักเรียนในโรงเรียนที่มีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย รวมถึงด้านทรัพย์สินและความเป็นอยู่ โดยนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนจะทำงานร่วมกับเด็กนักเรียน ครู ผู้บริหาร ครอบครัว ชุมชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในการให้ความช่วยเหลือ ทั้งจากการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนผ่านรายงานการเข้าเรียน ผลการเรียน และรายงานจากครู เพื่อวิเคราะห์ถึงความผิดปกติที่อาจนำไปสู่การเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ของ Ruffles Institution ถือว่ามีบทบาทอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนในการพัฒนาทักษะและลดอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียนใน Ruffles Institution ส่วนในกรณีของประเทศไทย จำเป็นจะต้องให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน รวมถึงการให้ความสำคัญต่อพัฒนาการในการเรียนรู้ของนักเรียน โดยจำเป็นต้องมีการปรับบทบาทของบุคลากรในโรงเรียนอย่างครูฝ่ายแนะแนวให้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มทักษะของครูแนะแนวเพื่อให้มีบทบาทในช่วยเหลือนักเรียนมากกว่าแค่การแนะแนวทางการศึกษาให้ได้เช่นเดียวกันกับบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนของสิงคโปร์"
  • การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมลาวร่วมสมัยที่ปรากฏอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีศึกษา เว็บไซต์ยูทูบ (YouTube)

    "การศึกษาเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมลาวร่วมสมัยที่ปรากฏอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีศึกษา เว็บไซต์ยูทูบ (YouTube)” มีจุดประสงค์หลักเพื่อศึกษากระบวนการสร้างวัฒนธรรมลาว สมัยใหม่, วัฒนธรรมลาวร่วมสมัยที่ปรากฏอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะเว็บไซต์ยูทูบ (YouTube) และกระแสวัฒนธรรมผ่านมุมมองของรัฐบาลและประชาชน ผลการศึกษาพบว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจ ค.ศ. 1986 ตามนโยบายจินตนาการใหม่ทำให้ เศรษฐกิจลาวได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลสังคมคมนิยมลาวต้อง แลกมาด้วยการขยายตัวของโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะการครอบงำสื่อสารข้ามวัฒนธรรมไทย ทำให้เหล่า ปัญญาชนลาวผู้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมชาติจากความสำคัญของเมืองหลวงพระบางที่ได้รับ เป็นเมืองมรดกโลก จนนำไปสู่การศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาติซึ่งต่อมาก่อให้เกิดการฟื้นฟู วัฒนธรรมชาติโดยนำแนวคิดชาตินิยมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนับตั้งแต่ทศวรรษ 2000 สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้สร้างตัวตนให้กับบุคคลที่ไม่มีชื่อเสียง หรือบุคคลที่มี ชื่อเสียงก็กลายเป็นพื้นที่แสดงผลงานหรือโฆษณา นอกจากนี้บทบาทของวัฒนธรรมท้องถิ่นก็เข้ามา ผสมผสานกับวัฒนธรรมร่วมสมัยทำให้เกิดการรังสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ โดยเว็บไซต์ยูทูบ (YouTube) ที่ตอบสนองกับสื่อสังคมประเภทวิดิโอ การเติบโตของเทคโนโลยีและวัฒนธรรมทำให้เกิด คนรุ่นใหม่ที่มีพื้นที่การสนับสนุนมากกว่ายุคสมัยก่อน แต่เนื่องจากรัฐบาลสังคมนิยมลาวหรือกระแส สังคมที่มีความคิดที่ขัดต่อกรอบธรรมเนียมอาจได้รับเสียงต่อต้านจากสังคมบนสื่อออนไลน์เช่นกัน กระแสวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นถึงวิถีคิดของประชาชน ภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นค่านิยม ความเชื่อ เป็นต้น เพราะแต่ละสังคมย่อมถูกปลูกฝังวิธีคิดที่ แตกต่างกัน จะเห็นได้จากกรณีของเพลงอยากเป็นลูกเขยที่ภาคประชาชนยังมีทัศนคติทางลบเกี่ยวกับ ภาษาไทย ขณะที่ย้อนแย้งที่ว่าประชาชนยังบริโภคสื่อมวลชนไทยเป็นส่วนมาก ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด ปรากฏการณ์นี้คือแนวคิดชาตินิยมที่ถูกปลูกฝังให้กลายเป็นบาดแผลชาติ แทนที่จะเรียนรู้และเข้าใจ กัน ขณะที่ทางรัฐบาลจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบสำหรับประเด็นที่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของพรรค กรณีคุณ หมวยเน็ตไอดอลลาวที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลลาวได้รับการตอบรับจากประชาชน แต่ภาครัฐ กับโต้ตอบทางกฎหมายเพื่อปิดปาก เป็นต้น"
  • ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากแรงงานข้ามชาติเมียนมาที่ลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมายในบริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-มาเลเซีย อำเภอสะเดาจังหวัดสงขลา

    "การวิจัยเกี่ยวกับปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากแรงงานข้ามชาติเมียนมาที่ลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมายในบริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-มาเลเซีย อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการลักลอบนำเข้าแรงงานข้ามชาติเมียนมาแบบผิดกฎหมายและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดจากแรงงานข้ามชาติเมียนมาผิดกฎหมาย รวมทั้งเพื่อให้ทราบถึงมาตราการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดจากแรงงานข้ามชาติเมียนมาที่ถูกลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมาย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลการศึกษาโดยการลงพื้นที่ภาคสนาม (Field Research) เพื่อสัมภาษณ์เชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติเมียนมาในพื้นที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ประกอบกับการวิเคราะห์และอภิปรายข้อมูลผ่านแนวคิดและทฤษฎีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ แนวคิดเครือข่ายทางสังคม และแนวคิดภัยคุกคามความมั่นคง รวมไปถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากผลการศึกษาพบว่า กระบวนการการลักลอบนำเข้าแรงงานข้ามชาติเมียนมาผิดกฎหมาย ประกอบไปด้วย เครือข่ายขบวนการลักลอบ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ดังนี้ 1) กลุ่มแรงงานข้ามชาติ 2) กลุ่มนายหน้า และ 3) พื้นที่พักพิง/อาศัย โดยกลุ่มนายหน้าเป็นตัวจักรสำคัญในการลักลอบแรงงานข้ามชาติเมียนมาผิดกฎหมายให้ประสบความสำเร็จ เมื่อแรงงานข้ามชาติเมียนมาได้ลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายทำให้เกิดปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย 4 ข้อ ดังนี้ 1) ปัญหาด้านลักลอบหลบหนีเข้าเมือง 2) ปัญหาด้านยาเสพติด 3) ปัญหาการค้ามนุษย์ และ 2) ปัญหาด้านโรคระบาด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการ เพื่อออกมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในแต่ละด้านที่เกิดขึ้นจากแรงงานข้ามชาติเมียนมาผิดกฎหมาย"
  • บทบาทสภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์กับแผนการยกระดับความสุขในสังคมด้วยศิลปะ กรณีศึกษา : ละครเวที

    "ภาคนิพนธ์เล่มนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาบทบาทของสภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมศิลปะในประเทศรวมทั้งศึกษาแผนการยกระดับความสุขในสังคมด้วยศิลปะด้านละครเวทีของสภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์ โดยใช้ระเบียบวิธี วิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเว็บไซต์ของสภา ศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์เป็นหลัก นอกจากนี้ยังใช้แนวคิดการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและแนวคิดที่ เกี่ยวข้องกับศิลปะการละคร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและนามาสู่การอภิปรายผลการศึกษา จากการศึกษาพบว่า ประเทศสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับด้านศิลปะโดยเฉพาะละครเวทีเป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลได้นำทรัพยากรศิลปะมาเป็นเครื่องมือในการสร้างชาติและพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งสร้างวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยแก่ประชาชนในสังคม สภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมโรงละครและอุตสาหกรรมศิลปะทุกแขนงในประเทศรวมไปถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มเชื้อชาติต่างๆในสังคม ต่อมาจึงได้เกิดการวางแผน แผนการยกระดับความสุขในสังคมหรือ Our SG Arts Plan เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมศิลปะที่รวมไปถึงละครเวทีในประเทศ ทั้งนี้ละครเวทีในสิงคโปร์นับว่ามีความสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมศิลปะเนื่องจากมีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและชาวสิงคโปร์มาตั้งแต่อดีตในด้านการสร้างชาติและพัฒนาประเทศ โดยชาวสิงคโปร์มักใช้ละครเวทีเป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางสังคมและการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาตลอดจนอารมณ์ร่วมด้วย เพราะฉะนั้นบทบาทของสภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์ที่มีต่อแผนการดังกล่าวก็เพื่อนำพาศิลปะสิงคโปร์สู่สากลโลกโดยเฉพาะละครเวทีซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปะที่สามารถช่วยในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆของชาวสิงคโปร์ได้ โดยแผนนั้นประกอบไปด้วยกลยุทธ์3ประการคือ การสร้างแรงบันดาลใจแก่ชาวสิงคโปร์, การเชื่อมต่อชุมชนศิลปะในสิงคโปร์และการใช้ศิลปะเพื่อระบุจุดยืนของสิงคโปร์บนเวทีโลก อีกทั้งการเกิดขึ้นของแผนดังกล่าวในด้านละครเวทีถือว่าเติบโตมากขึ้น นับว่าเป็นการประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแต่ก็ยังมีด้านที่ต้องพัฒนาต่อไปในอนาคต เช่น การศึกษาด้านละครเวทีในระดับอุดมศึกษา เป็นต้น"
  • นโยบายต่างประเทศเปรียบเทียบของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามาและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    "วิจัยเรื่องเกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อเอเชียตะวันเฉียงใต้ โดยผู้วิจัยต้องการศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงลักษณะในการดำเนินนโยบายต่อภูมิภาคดังกล่าว โดยการเปรียบเทียบนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จาก 2 รัฐบาล คือ ในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา (ค.ศ. 2009-2016) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ค.ศ. 2017-2019) ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันในด้านใด เนื่องจากวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันสุดขั้วของผู้นำทั้ง 2 รัฐบาล จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะนำประเด็นนี้มาทำการศึกษา โดยผู้วิจัยได้ใช้กรอบทฤษฎีรูปแบบและกระบวนการในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (Pattern and Process in American Foreign Policy) ที่ Wittkopf, Kegley, jr. และ Scott เพื่อวิเคราะห์ในส่วนของปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเลือกปัจจัยมาใช้วิเคราะห์ 2 ปัจจัยคือ 1.) ปัจจัยภายนอก (External Source) เช่น การผงาดขึ้นมาของจีน โลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เป็นต้น2.) ปัจจัยทางดานบทบาท (Role Source) เช่น วิสัยทัศน์ของผู้นำที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบาย เป็นต้น ส่วนในด้านลักษณะในการดำเนินนโยบายต่อภูมิภาค ผู้วิจัยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง และด้านการทหารและความมั่นคง และเปรียบเทียบยุทธศาสตร์หลักต่อเอเชีย-แปซิฟิก อย่าง Rebalance to Asia หรือ Pivot to Asia กับ The Indo-Pacific ถึงแม้ว่าทรัมป์จะพยายามสร้างนโยบายต่างประเทศของตนให้แตกต่างจากนโยบายของโอบามา โดยการชูนโยบายที่แข็งกร้าวและก้าวร้าว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปนโยบายของทรัมป์ก็ไม่ได้แตกต่างจากนโยบายเดิมของโอบามามากนัก อย่างการมุ่งสู่เอเชีย-แปซิฟิกที่ยังคงใช้ยุทธศาสตร์เก่าเพียงแต่เปลี่ยนชื่อและขยายขอบเขตพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่เท่านั้น มีเพียงแต่การแสดงท่าทีต่อจีนที่ดูแข็งกร้าวมากขึ้นเพียงเท่านั้นที่แตกต่างไปจากรัฐบาลเดิม"
  • ธุรกิจสตาร์ทอัพแอปพลิเคชันจองร้านอาหารออนไลน์ กรณีศึกษา แอปพลิเคชันอีททิโก (Eatigo)

    "จากการพัฒนาของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคทางร้านอาหารได้นำเอาสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับร้านอาหารมาปรับใช้ในร้านของตนเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการบริการเพื่อตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งการใช้แอปพลิเคชันจัดส่งอาหารสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการการออกมารับประทานอาหารที่ร้าน รวมถึงการเกิดขึ้นของแอปพลิเคชันที่สามารถจองร้านอาหารล่วงหน้าได้โดยการใช้แอปพลิเคชันเข้ามาช่วยในการจองร้านอาหาร โดยแอปพลิเคชันอีททิโก (Eatigo) เป็นแอปพลิเคชันการจองร้านอาหารอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน โดยการศึกษาเรื่องธุรกิจสตาร์ทอัพแอปพลิเคชันจองร้านอาหารออนไลน์ กรณีศึกษา แอปพลิเคชันอีททิโก (Eatigo) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในการเปิดรับเทคโนโลยีในการใช้แอปพลิเคชันอีททิโก (Eatigo) ในการจองร้านอาหาร เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับการเปิดรับเทคโนโลยีในการจองร้านอาหาร และเพื่อศึกษาเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อผู้บริโภคในการตัดสินใจใช้บริการแอปพลิเคชันอีททิโก (Eatigo) ในการจองร้านอาหาร โดยผลการวิจัยพบว่าผู้ที่มีพฤติกรรมการเปิดรับเทคโนโลยีการจองร้านอาหารด้วยแอปพลิเคชัน อีททิโก (Eatigo) นั้นเกิดจากการรับรู้ได้ว่าการจองร้านอาหารผ่านแอปพลิเคชันนั้นง่ายและมีความคุ้มค่ามากกว่า ส่วนปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้บริการเลือกใช้บริการแอปพลิเคชัน อีททิโก (Eatigo) ในอันดับแรกนั่นคือปัจจัยด้านราคาและรองลงมาเป็นปัจจัยด้านการจัดจำหน่าย ส่วนความแตกต่างกันในด้านระดับการศึกษาและระดับรายได้ส่งผลต่อการเลือกใช้แอปพลิเคชันการจองร้านอาหารอย่างมีนัยสำคัญ"
Browse all