ศิลปศาสตรบัณฑิต (ทุกสาขาวิชา)

  • การศึกษาการดำเนินธุรกิจคาเฟ่สไตล์รัสเซีย กรณีศึกษา ร้าน Belka - Homemade Bakery & Tea

    "คาเฟ่ (Café) เป็นธุรกิจร้านกาแฟที่จำหน่ายอาหารประเภทอื่นควบคู่ไปด้วย นับว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย จากกระแสความนิยมของคาเฟ่ ทำให้การไปคาเฟ่กลายเป็นค่านิยมใหม่ที่เรียกว่าคาเฟ่ฮอปปิ้ง (Café Hopping) คือ กิจกรรมการไปเที่ยว คาเฟ่เป็นประจำ ทุกวันนี้ คาเฟ่ในกรุงเทพมหานครนั้นมีคาเฟ่รัสเซียจำนวนน้อย การที่มีร้านคาเฟ่สไตล์รัสเซียเปิดให้บริการในกรุงเทพมหานครแล้วเกิดเป็นกระแสนิยมในกลุ่มชาวไทยและชาวรัสเซียอย่างเช่นร้าน Belka - Homemade Bakery & Tea นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่มีความน่าสนใจ ภาคนิพนธ์เรื่อง การศึกษาการดำเนินธุรกิจคาเฟ่สไตล์รัสเซีย ร้าน Belka - Homemade Bakery & Tea มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด (Concept) ของร้าน Belka - Homemade Bakery & Tea ศึกษาการดำเนินธุรกิจร้านคาเฟ่สไตล์รัสเซีย ร้าน Belka -Homemade Bakery & Tea รวมถึงวิเคราะห์ภาพรวมของการดำเนินธุรกิจคาเฟ่สไตล์รัสเซีย ร้าน Belka - Homemade Bakery & Tea ด้วยการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) การวิเคราะห์สภาวะการแข่งขัน (Porter’s Five Forces Model) และปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจคาเฟ่ (Key success factors) โดยผู้ศึกษากำหนดรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ใช้วิธีการวิจัยในเชิงเอกสาร (Document Research) และวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview form) ด้วยการสอบถามผู้ประกอบการร้าน Belka - Homemade Bakery & Tea ผลการศึกษาพบว่าร้าน Belka - Homemade Bakery & Tea เป็นการจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบหุ้นส่วน โดยเป็นธุรกิจร้านอาหารรูปแบบคาเฟ่สไตล์รัสเซียที่จำหน่ายอาหารรัสเซียประเภท เบเกอรี่ อาหารคาวและเครื่องดื่มที่มีความหลากหลายในรูปแบบโฮมเมด (Homemade) การตกแต่งร้านสไตล์รัสเซียทำให้บรรยากาศของร้านมีกลิ่นอายความเป็นรัสเซีย ซึ่งเป็นความโดดเด่นที่แตกต่างจากร้านคาเฟ่อื่น ร้าน Belka - Homemade Bakery & Tea ตั้งอยู่บนถนนศรีเวียง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร แนวคิดของคาเฟ่ Belka - Homemade Bakery & Tea คือ การนำเสนอความเป็นรัสเซียให้แก่ชาวไทยในมุมที่น่าสนใจและสามารถเข้าถึงได้ง่าย "
  • การจำลองรูปแบบการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงของประชาชนในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

    งานวิจัยเรื่อง “การจำลองรูปแบบการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงของ ประชาชนในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทและเส้นทางของขนส่งสาธารณะที่ให้บริการในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ แสดงการจำลองรูปแบบการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงของประชาชนในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ และสร้างแผนที่แสดงศักยภาพในเรื่องของเวลาที่ใช้ในการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะเพื่อเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงเวลาเร่งด่วนของพื้นที่อำเภอบางใหญ่ งานวิจัยดังกล่าวเป็นงานที่มีการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศศาสตร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนส่งสาธารณะที่ได้จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลเส้นทางให้บริการ ค่าโดยสาร และเวลาที่ใช้ในการเดินทาง ซึ่งข้อมูลขนส่งสาธารณะที่ได้จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลนั้นได้มีการนำมาทำแผนที่แยกประเภทของขนส่งสาธารณะ ประกอบด้วยแผนที่แสดงจุดให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีแผนที่แสดงเส้นทางรถสองแถวในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีและแผนที่แสดงเส้นทางรถเมล์ในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี จากนั้นได้มีการนำข้อมูลขนส่งสาธารณะมาวิเคราะห์เพื่อสร้างแบบจำลองรูปแบบการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยได้มีการแสดงแบบจำลองรูปแบบการเดินทางทั้งหมดจากแต่ละจุดเริ่มต้นตัวอย่าง 5 จุดที่สามารถเดินเท้าเข้าถึงขนส่งสาธารณะที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ภายใน 5 นาทีและสรุปเป็นรูปแบบการเดินทางที่ใช้เวลาน้อยที่สุด ทั้งนี้ผู้วิจัยได้มีการแสดงแบบจำลองรูปแบบการเดินทางแยกเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงกลางวัน (10.00 น. – 15.00 น.) ซึ่งมีการจราจรเบาบาง และช่วงเช้ากับเย็น (6.00 น. – 10.00 น. , 15.00 น. – 20.00 น.) ซึ่งมีการจราจรติดขัดจากผลการวิจัยทำให้ทราบว่ารูปแบบการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุดของแต่ละจุดนั้นมักจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางค่อนข้างสูง เนื่องจากรูปแบบการเดินทางที่ใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุดนี้จะมีการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาเกี่ยวข้องในขั้นตอนการเดินทาง แต่สำหรับรูปแบบการเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่านั้นถึงแม้จะใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าเพียงเล็กน้อยแต่ก็อาจจะสร้างความไม่สะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการเนื่องจากจะต้องมีการต่อรถหลายต่อ อีกทั้งในการศึกษาศักยภาพในด้านเวลาของพื้นที่ซึ่งมีการแสดงแผนที่เป็นพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ภายในระยะเวลา 5, 10, 15, 20, 25, 30, 35, 40, 45 นาทีและพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพหรือเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ลำบาก พบว่าพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ภายในระยะเวลา 5 นาทีนั้นจะเป็นพื้นที่ที่อยู่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงเท่านั้น ส่วนพื้นที่ที่เข้าถึงบริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ลำบากนั้นจะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอ
  • การจำแนกพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจจังหวัดนครนายก ด้วยข้อมูลอนุกรมเวลาของภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 โดยใช้ซอฟต์แวร์รหัสเปิด Google Earth Engine

    การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงภูมิศาสตร์เทคนิคจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการจำแนกเชิงจุดภาพและวิธีการจำแนกเชิงวัตถุและเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของอัลกอริทึมระบบการเรียนรู้เครื่องในการจำแนกพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจจังหวัดนครนายก จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมSentinel-2 แบบอนุกรมเวลา จากการพิจารณาค่าความถูกต้องโดยรวม (Overall accuracy) ค่าสถิติแคปปา า (Kappa statistics) ค่าสถิติทดสอบซี (Z-test statistics) ค่าความแม่นยำผู้ผลิต (Producer’s accuracy) และค่าความแม่นยำผู้ใช้ (User’s accuracy) ที่ได้จากกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของการจำแนกข้อมูล (Accuracy assessment) โดยใช้ซอฟต์แวร์รหัสเปิด Google Earth Engine ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเป็นหลัก ผลการศึกษา พบว่าข้อมูลอนุกรมเวลาที่คอมโพสิทข้อมูลด้วยวิธี Median composite ผ่านการจำแนกเชิงวัตถุร่วมกับอัลกอริทึมป่าสุ่มมีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือมากที่สุด ให้ค่าความถูกต้องโดยรวมร้อยละ 95.58 และค่าสถิติแคปปา 0.94
  • “การกลายมาเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ของชาวบ้านชุมชนปากน้ำ เวฬุ”: การศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีพของชุมชน ปากน้ำเวฬุอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี

    ภาคนิพนธ์เล่มนี้ ผู้วิจัยต้องการศึกษาบริบทเชิงพื้นที่ของชุมชนปากน้ำเวฬุ รวมไปถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีพของชุมชน จากการกลายมาเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ของ ชาวบ้านในชุมชนบ้านปากน้ำเวฬุ โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งนี้ผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า ชุมชนบ้านปากน้ำเวฬุหรือ “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” มีบริบทเชิงพื้นที่ของ ตั้งอยู่ในตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งนับเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ โดยลักษณะทางกายภาพของพื้นที่จะ ประกอบไปด้วย ป่าชายเลน แม่น้ำ และทะเล ในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นเวลากว่า 150 ปี ทำให้ชุมชนมีเอกลักษณ์ทางด้านความเชื่อความศรัทธา ภูมิปัญญาและประเพณี อันเกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมทั้งทางฝั่งจีนและฝั่งไทย ด้วยพื้นที่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและรากเหง้าวัฒนธรรมประเพณีที่คงเสน่ห์มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของชาวบ้านในชุมชนสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพในบริเวณปากแม่น้ำเวฬุมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่เป็นยุคของการทำสัมปทานป่าไม้ หมู่บ้านแห่งนี้มีบทบาทเป็นโรงพักไม้โกงกางก่อนถูกส่งไปขายที่บางกอกจึงถูกขนานนามว่า “บ้านโรงไม้” ถัดมาเป็นยุคที่ชาวบ้านหาเลี้ยงชีพโดยการประยุกต์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างประมงพื้นบ้าน และภูมิปัญญาการแปรรูปอาหารทะเลที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษมาใช้ในการประกอบอาชีพ หมู่บ้านแห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านปากน้ำเวฬุ” เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ที่ใช้ทำการ “ทำมาหากิน” และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการท าโฮมสเตย์ในปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนต่างถิ่นในชื่อ “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ดึงดูดความสนใจให้คนภายนอกมาท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศของหมู่บ้านที่ห้อมล้อมไปด้วยน้ำอย่างบ้านไร้แผ่นดิน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีพของชุมชนพบว่าในอดีตวิถีการดำรงชีพจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่มาเป็นทุนในการประกอบอาชีพ แต่เมื่อเกิดการเข้ามาของโฮมสเตย์พบว่า วิถีชีวิตชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ชุมชนเกิดปรากฏการณ์การกลลับเข้ามาของวัยแรงงาน องค์ความรู้และทักษะใหม่ของชาวบ้านในชุมชน การประกอบอาชีพที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การหายไปของเวลา สภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการเข้าถึงแหล่งรายได้ รวมไปถึงการแบกรับภาระหนี้และภาษีก้อนใหญ่ การได้รับความสะดวกสบายจากสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ภูมิทัศน์บ้านเรือนที่เปลี่ยนแปลง การขยายตัวของชุมชน การเปลี่ยนแปลงจำนวนทรัพยากรที่สวนทางกันกับการเพิ่มขึ้นของขยะจากการท่องเที่ยว โดยสรุปผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชนจะอภิปรายผลทั้งในทางบวกและทางลบ ครอบคลุมด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านกายภาพ และด้านระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ
  • การศึกษาลักษณะค่าการสะท้อนเชิงคลื่น และเทคนิคการจำแนกประเภทที่ดินตามเกณฑ์ของผังเมืองรวมด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม

    การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเทคนิค จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและค่าการสะท้อนเชิงคลื่นของประเภทที่ดินตามเกณฑ์ของผังเมืองรวมด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม และเพื่อเปรียบเทียบผลการจำแนกประเภทที่ดินตามเกณฑ์ของผังเมืองรวมด้วยวิธี Maximum Likelihood และ Support Vector Machine งานวิจัยนี้ใช้กระบวนการทางการสำรวจระยะไกลในการวิเคราะห์และจำแนกพื้นที่ โดยศึกษาค่าการสะท้อนเชิงคลื่นและดัชนีสิ่งปลูกสร้างในแต่ละพื้นที่ศึกษา เพื่อนำค่าการสะท้อนมาวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติ จากนั้นจัดทำแผนภูมิแสดงการเปรียบเทียบศักยภาพของช่วงคลื่นและดัชนี เพื่อนำไปสู่การคัดเลือกช่วงคลื่นและดัชนีที่เหมาะสมต่อการจำแนกประเภทที่ดินตามเกณฑ์ของผังเมืองรวมด้วยวิธีMaximum Likelihood และ Support Vector Machine ผลการศึกษา พบว่า ชุดข้อมูลที่ใช้ช่วงคลื่น Blue และ ดัชนี BAEI มีศักยภาพในการจำแนกประเภทที่ดินตามเกณฑ์ผังเมืองรวมนนทบุรีโดยใช้วิธี Support vector machine (SVM) ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการจำแนกด้วยด้วยวิธี Maximum Likelihood ซึ่งมีค่าความถูกต้องโดยรวม 71.56% และค่าสัมประสิทธิ์แคปปา 0.615
  • การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตของเกษตรกรจากสวนยางพาราสู่สวนสละในชุมชนบ้านสายกลาง ตำบลหนองธง อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง

    การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากสวนยางพารามาเป็นสวนสละในชุมชนบ้านสายกลางตำบลหนองธง อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง และเพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตของเกษตรกรในชุมชนบ้านสายกลาง ตำบลหนองธง อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง จากสวนยางพารามาเป็นสวนสละ งานวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลภาคสนามด้วยด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ซึ่งประกอบด้วยเกษตรกรผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 8 คน ผลการศึกษา พบว่า ชุมชนบ้านสายกลางภายหลังการเข้ามาของสละ ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากสวนยางพารามาเป็นสละ พื้นที่ปลูกสละมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ราคายางพารามีราคาตกต่ำ การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ในการดำรงชีพ เมื่อวิถีการผลิตของเกษตรกรมีการเปลี่ยนแปลงย่อมทำให้กิจกรรมการดำรงชีพของเกษตรกรเปลี่ยนแปลงด้วย ทั้งในเรื่องของช่วงเวลาในการประกอบอาชีพ จากกลางคืนเป็นกลางวัน การปฏิบัติดูแลรักษาที่เกษตรกรต้องเอาใจใส่มากขึ้นและการจำหน่ายผลผลิตที่เกษตรกรสามารถกำหนดราคาเองได้
  • ทัศนคติและความสนใจที่มีต่อเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    -
  • การประเมินการกักเก็บคาร์บอนจากชีวมวลและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต บริเวณคุ้งบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ด้วยแบบจำลอง MOLUSCE

    บางกระเจ้าพื้นที่สีเขียวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับพื้นที่ชุมชนและสิ่ง ปลูกสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงที่ดินในพื้นที่ศึกษานี้ส่งผลกระทบในส่วน ของปริมาณคาร์บอน ดังนั้นการศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การจำแนกประเภทการใช้ที่ดินจากภาพถ่ายดาวเทียมและการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้ได้การปลดปล่อยคาร์บอนทั้งช่วงเวลาปัจจุบันและอนาคต โดยการจำแนกประเภทการใช้ที่ดินจากภาพถ่ายดาวเทียม 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ปี 2559 ปี 2562 ปี 2564 ด้วยวิธี Supervised Classification หลังจากที่ได้ผลจากการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินและตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ผลการศึกษาการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ปี 2559 – 2564 พื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ที่อยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้าง โดยมีพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป 1,266.11 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 29.24 จากพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด อันดับสองคือ ไม้ผลและไม้ยืนต้น มีพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป 832.54 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 19.23 และอันดับสาม คือ ป่าชายเลน มีพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป 54.50 คิดเป็นร้อยละ 1.26 ส่วนพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยลดลงมากที่สุด ได้แก่ ป่าละเมาะ มีพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไป 1,228.25 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 28.37 ผลที่ได้สร้างแบบจำลองการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่บางกระเจ้า ปี 2572 พื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและมีผลต่อการปล่อยคาร์บอนมากที่สุด คือ ที่อยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้าง 3,489.13 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 35.41 สุดท้ายเมื่อได้ช่วงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในช่วงปี 2559 – 2562 จะทำให้ทราบว่า พื้นที่คุ้งบางกระเจ้ามีการกักเก็บคาร์บอนเป็น 1,896.86 ตันคาร์บอนรวม ปล่อยคาร์บอน 16,134.21 ตันคาร์บอนรวม และคาร์บอนสุทธิ 14,237.75 ตันคาร์บอนรวม และช่วงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในช่วงปี 2562 – 2572 สามารถคาดการณ์ได้ว่าพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า มีการกักเก็บคาร์บอนเป็น 3,575.13 ตันคาร์บอนรวม ปล่อยคาร์บอน 8,726.82 ตันคาร์บอนรวม และคาร์บอนสุทธิ 5,151.69 ตันคาร์บอนรวม
  • การประยุกต์เทคนิคภูมิสารสนเทศในคาดการณ์ปริมาตรน้ำ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา

    ศักยภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการน าข้อมูลที่ได้จากการส ารวจ ระยะไกลและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการคาดการณ์ปริมาตรน ้า เนื่องด้วยปริมาตรน ้ามีส่วนส าคัญ ต่อการวางแผนจัดสรรการใช้ทรัพยากรน ้า และเพื่อใช้เป็นแนวทางในการต่อยอดการศึกษาปริมาตรน ้า ในพื้นที่ห ่างไกลหรือขาดแคลนงบประมาณในการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเพื ่อใช้ในการจัดสรรการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรน ้าในพื้นที่นั้น ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การประยุกต์เทคนิคภูมิสารสนเทศในคาดการณ์ปริมาตรน้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์เทคนิคภูมิสารสนเทศในคาดการณ์ปริมาตร ในการศึกษาการประยุกต์เทคนิคภูมิสารสนเทศในคาดการณ์ปริมาตรน้ำได้ครอบคลุมเนื้อหา 3 ส่วนหลัก ดังต่อไปนี้ 1) การศึกษาภาพถ่ายจากดาวเทียมและศึกษาดัชนีที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่จะนำมาใช้ในการสกัดพื้นที่น้ำ 2) การนำข้อมูลสารสนเทศ ได้แก่ ข้อมูลแบบจำลองความสูงเชิงเลข และฐานข้อมูลน้ำจากกรมชลประทานมาใช้ในการวิเคราะห์ร่วมกันและ 3) การใช้แบบจำลองในระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ในการวิเคราะห์ปริมาตรน้ำ ผลการศึกษาพบว่าผลจากการคำนวณระหว่างปริมาตรน้ำที่ได้จากการคำนวณด้วยแบบจำลองในระบบสารสนเทศภูมิสารสนเทศ และปริมาตรจริงซึ่งเป็นค่าที่วัดจากสถานีมีความแม่นยำในระดับที่สามารถยอมรับได้เนื่องจากมีความสอดคล้องกับงานวิจัยศึกษาการคำนวณปริมาตรน้ำในทะเลสาบจากการสำรวจระยะไกลด้วยภาพถ่ายหลายช่วงเวลา ของ Shanlong Lu et al. (2013) พบว่าปริมาตรน้ำที่ได้มาจากสถานีตรวจวัด และปริมาตรน้ำที่ได้จากการคำนวณมีค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย เท่ากับ 9.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ใกล้เคียงกับค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยอยู่ของงานวิจัยนี้โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยภาพถ่ายจากดาวเทียม Landsat Sentinel 2 และ ค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยรวม โดยมีค่า 10.13 ล้านลูกบาศก์เมตร 12.60 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 11.43 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ สามารถกล่าวได้ว่า การประยุกต์ประยุกต์เทคนิคภูมิสารสนเทศในคาดการณ์ปริมาตรน้ำมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำมาใช้หรือเป็นแนวทางในการคำนวณปริมาตรน้ำสำหรับพื้นที่ที่ห่างไกลหรือขาดแคลนอุปกรณ์ในการตรวจวัด
  • การวิเคราะห์โครงข่ายการให้บริการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุการจราจรทางบกของมูลนิธิร่วมกตัญญู อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

    การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงข่ายการให้บริการ และระดับศักยภาพการเข้าถึงการให้บริการของมูลนิธิร่วมกตัญญูคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีและเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงข่ายการให้บริการของมูลนิธิร่วมกตัญญูและสถิติตำแหน่งที่เคยเกิดอุบัติเหตุการจราจรทางบก รวมถึงเสนอแนวทางการพัฒนาการให้บริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้การวิเคราะห์โครงข่าย (Network Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ช่วงกลางคืนเป็นช่วงเวลาที่มูลนิธิให้บริการได้ครอบคลุมเชิงพื้นที่และเชิงปริมาณมากที่สุด มีโครงข่ายการให้บริการในช่วงกลางคืน 1,372.11 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 88.29 และสามารถให้บริการได้ครอบคลุมสถิติตำแหน่งที่เคยเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ อุบัติเหตุร้อยละ 97.8 ล้วนอยู่ในโครงข่ายการให้บริการที่มีศักยภาพในการเข้าถึงการให้บริการจากมูลนิธิ 3 จุดให้บริการขึ้นไปทั้งสิ้น รองลงมาคือการให้บริการในช่วงเวลากลางวัน เย็น และเช้าตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้ามีอุบัติเหตุกว่าร้อยละ 50.58 ที่อยู่นอกโครงข่ายการให้บริการ ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางย้ายจุดให้บริการเพื่อพัฒนาการให้บริการ พบว่า โครงข่ายการให้บริการในช่วงเช้ามีระยะทางเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 18.9 และสามารถให้บริการได้ครอบคลุมสถิติตำแหน่งที่เคยเกิดได้ถึงร้อยละ 80.6 ของจำนวนอุบัติเหตุทั้งหมดในพื้นที่ศึกษา จากผลการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาย้ายจุดให้บริการมูลนิธิร่วมกตัญญูในบางช่วงเวลา เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่และจุดเกิดเหตุในอำเภอคลองหลวงมากยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประสบอุบัติเหตุอย่างทั่วถึง
  • ภาพฉายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปี ค.ศ. 2050 บริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ด้วยแบบจำลอง Land Change Modeler

    ในปัจจุบัน จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะภาคตะวันออก ประเทศไทย เกิดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของภาคครั้งใหญ่ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของภาคตามแพนพัฒนาภาคในพื้นที่ และมีการจ้างงานที่มีรายได้สูง และยังคงความสำคัญของพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออก ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้ จึงมีวัตถุประางค์ เพื่อศึกษาวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ของที่ดินของภาคตะวันออก ประเทศไทย ร่วมกับการประยุกต์ใช้แบบจำลองระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และแบบจำลอง CA-Markov และแบบจำลอง Land Use Change(LCM) ในการคาดกรณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตของภาคตะวันออก ประเทศไทย ค.ศ. 2050 ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน ค.ศ. 2008 2016 และ 2018 ถูกจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ พื้นที่เกษตรกรรม (Agricultural land) พื้นที่ป่าไม้ (Forest land)พื้นที่เบ็ดเตล็ด (Miscellaneousland) พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง (Urban and Built-up land) และ พื้นที่แหล่งน้ำ (Water body) ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในปี ค.ศ. 2008-2016 พื้นที่เบ็ดเตล็ด พื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างลดลง พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่แหล่งน้ำมีพื้นที่เพิ่มขึ้น และการคาดการณ์โดยใช้แบบจำลอง LCM ปี ค.ศ. 2050 โดยผลการคาดการณ์พบว่า พื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่แหล่งน้ำ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เท่ากับ 237.09 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 35.3 และ 98.83 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 14.7 ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง และพื้นที่ เบ็ดเตล็ด มีแนวโน้มลดลง 80.75 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 12 124.9 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 18.6 และ 130.27 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 19.4 ตามลำดับ
  • การศึกษานาข้าวโดยอากาศยานไร้คนขับ : ติดตามการเจริญเติบโตของข้าวด้วยดัชนีพืชพรรณ RGB และการวัดความสูงของต้นข้าวด้วยแบบจำลองพื้นผิวเชิงเลข

    ภาพถ่ายทางอากาศที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ถูกนำมาใช้ในงานด้านเกษตรกรรมอย่างแพร่หลาย เนื่องด้วยมีความละเอียดเชิงพื้นที่และเวลาสูง ส่งผลให้ได้ข้อมูลที่มีความทันสมัยเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรแม่นยำสูงในนาข้าว ซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดการนาข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดัชนีพืชพรรณถูกนำมาใช้ศึกษานาข้าวในการติดตามการเจริญเติบโต แต่ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลของเกษตรกรรมเนื่องจากการใช้อุปกรณ์ตรวจวัดแบบหลายช่วงคลื่น มีต้นทุนค่อนข้างสูง ทำให้การใช้ UAV เซนเซอร์ที่ตามองเห็น (RGB) มีความน่าสนใจในการนำมาใช้มากขึ้น ข้อมูลความสูงของพืช (Plant height; PH) เป็นอีกข้อมูลที่น่าสนใจในการนำมาศึกษานาข้าวเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการวัดความสูงจากภาคสนามอาจส่งผลกระทบต่อพืชและใช้เวลานาน งานวิจัยฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาสองประเด็น ได้แก่ การเปรียบเทียบดัชนีพืชพรรณที่ได้จากข้อมูลหลายช่วงคลื่นกับข้อมูลที่ได้จากกล้องติด UAV ดัชนีพืชพรรณ RGB ได้แก่ Excess Green (ExG) Green Leaf Index (GLI) Green Red Vegetation Index (GRVI) Normalized Red Blue Difference Index (NRBDI) R percentage Index (R%) Triangular Greenness Index (TGI) และ Visible Difference Vegetation Index (VDVI) ถูกคำนวณและเปรียบเทียบกับดัชนีพืชพรรณผลต่างแบบนอมัลไลซ์ (Normalize Difference Vegetation Index; NDVI) ดำเนินการเก็บข้อมูลสามระยะการเจริญเติบโตของข้าว ได้แก่ ระยะข้าวแตกกอ ระยะข้าวตั้งท้อง และระยะข้าวเป็นน้ำนมสุก ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า GRVI VDVI และ ExG มีความสัมพันธ์กับ NDVI ในระดับสูงในช่วงระยะที่ข้าวตั้งท้อง เปรียบเทียบความถูกต้องพื้นที่ข้าวและไม่ใช่ข้าวระหว่าง NDVI และดัชนีพืชพรรณ RGB พบว่า GRVI ให้ความถูกต้องสูงสุดที่ร้อยละ 90.32 อีกประเด็นหนึ่งได้นำความสามารถของอากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อสร้างแบบจำลองความสูงเรือนยอด (canopy height model; CHM) จากการสำรวจระยะไกล ถูกจัดเก็บจุดตัวอย่างทั้งหมด 108 จุด ในระยะข้าวแตกกอและระยะข้าวตั้งท้อง ซึ่งแสดงถึงการเติบโตทางกายภาพที่ชัดเจน เช่น การเจริญเติบโตทางลำต้นและการเจริญเติบโตทางสืบพันธุ์ตามลำดับ CHM ของแต่ละพื้นที่ตัวอย่างถูกกำหนดด้วยค่าเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile; Pr) ที่ 91 ถึง 99 ผลการทดลองพบว่า CHM และความสูงภาคสนามแสดงความสัมพันธ์เชิงเส้นมากที่สุดในทั้งสองระยะการเจริญเติบโตที่ Pr99 (R2= 0.87 และ 0.86 ตามลำดับ) ค่า RMSE ของความสูงพืชมีค่า 1.83 และ 1.71 เซนติเมตรตามลำดับที่นัยสำคัญ p < 0.01 โดยสองประเด็นการทดลองดังกล่าวสรุปได้ว่า สามารถใช้ข้อมูลจาก UAV เซนเซอร์ RGB ในการสร้างข้อมูลดัชนีพืชพรรณและความสูงเพื่อใช้ติดตามการเจริญเติบโตของนาข้าวได้ อีกทั้งใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเหมาะในการนำมาพัฒนาเกษตรแม่นยำต่อไปในอนาคต
Browse all