ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์เพื่อการสื่อสาร

  • ความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความหมายเปรียบเทียบตลอดจน กระบวนการทางการเปรียบเทียบสัตว์ในภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย รวมถึงเพื่อศึกษาและอธิบาย โลกทัศน์ ค่านิยม และทัศนคติของชาวไทยและชาวอินโดนีเซียจากความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ใน ภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย ผู้วิจัยได้นำแนวคิดด้านการวิเคราะห์อรรถลักษณ์และแนวคิดด้าน วัฒนธรรมศึกษามาใช้ในการวิเคราะห์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ใน ภาษาไทยจากคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ (Thai National Corpus) หนังสือสำนวน สุภาษิตและคำพังเพยไทย ตลอดจนเก็บรวบรวมข้อมูลความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาอินโดนีเซียจาก คลังข้อมูลภาษาอินโดนีเซีย ห้องสมุดภาษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEALang Library Indonesian Corpus) หนังสือสำนวน สุภาษิตและคำพังเพยอินโดนีเซีย ผู้วิจัยได้จำแนกสัตว์ออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก และสัตว์ในเทพนิยาย/ตำนาน ผลการศึกษาพบว่า ความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ที่ปรากฏในภาษาไทยมีจ านวน 12 ความหมาย ได้แก่ 1. คน 2. คุณลักษณะ 3. นิสัย 4. กิริยาอาการ 5. การกระท า 6. ปริมาณ 7. ระยะห่าง 8. สิ่งของ 9. สถานที่ 10. เวลา 11. เหตุการณ์ 12. ภัยอันตราย ส่วนความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ที่ปรากฏในภาษา อินโดนีเซียมีจ านวน 9 ความหมาย ได้แก่ 1. คน 2. คุณลักษณะ 3. นิสัย 4. การกระท า 5. ขนาด 6. สิ่งของ 7. สถานที่ 8. เหตุการณ์ 9. ภัยอันตราย เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย ผู้วิจัยพบว่า ความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาไทยและภาษา อินโดนีเซียมีทั้งที่มีความหมายเหมือนกันและความหมายแตกต่างกัน ตลอดจนชนิดของสัตว์ที่ใช้ในการเปรียบเทียบก็มีทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับด้านโลกทัศน์ ค่านิยม และทัศนคติของชาวไทยและชาวอินโดนีเซียที่ปรากฏใน ความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย พบว่า ชาวไทยมีโลกทัศน์เกี่ยวกับ บุคคล โลกทัศน์เกี่ยวกับธรรมชาติ และโลกทัศน์เกี่ยวกับการดำรงชีวิต ส่วนความหมายเปรียบเทียบของ สัตว์ในภาษาอินโดนีเซียพบว่า ชาวอินโดนีเซียมีโลกทัศน์เกี่ยวกับบุคคล โลกทัศน์เกี่ยวกับธรรมชาติ โลกทัศน์เกี่ยวกับการดำรงชีวิต และโลกทัศน์เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยโลกทัศน์ที่พบในภาษาไทย และภาษาอินโดนีเซียเป็นผลของวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลอยู่ในประเทศไทยและอินโดนีเซีย
  • การแปลสํานวนภาษาอังกฤษจากซีรี่ย์แนววัยรุ่นเป็นภาษาไทย

    วิทยานิพนธ์ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ ในการศึกษา 2 ประการ ได้แก่ เพื่อศึกษากลวิธี การแปลสํานวนจากบทซีรี่ย์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และเพื่อเปรียบเทียบความหมายของสํานวน ภาษาอังกฤษและบทแปลภาษาไทย โดยเก็บข้อมูลสํานวนภาษาอังกฤษจากซีรี่ย์ แนววัยรุ่นในช่วงปี 2010-2014 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดซึ่งจัดลําดับโดยเว็บไซต์ IMDb ทั้งหมด 25 ตอน จากซีรี่ย์ 5 เรื่อง แนวคิดที่นํามาวิเคราะห์ ได้แก่ ทฤษฎีการแปลของนิวมาร์ก เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการแปลสํานวน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และแนวคิดการวิเคราะห์อรรถลักษณะของนีดา เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบ ความหมายของสํานวนภาษาอังกฤษและบทแปลภาษาไทย ผลการศึกษาสรุปว่า กลวิธีที่ใช้ในการแปลสํานวนภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยพบทั้งหมด 6 กลวิธี ได้แก่ 1) กลวิธีการแปลเชิงสื่อสาร 2) กลวิธีการแปลแบบคําต่อคํา 3) กลวิธีการแปลแบบเอาความ 4) กลวิธีการแปลแบบการละ 5) กลวิธีการแปลแบบสํานวน 6) กลวิธีการแปลแบบทับศัพท์ อีกทั้งจากการศึกษาการวิเคราะห์ เปรียบเทียบความหมายพบว่าผู้แปลได้เลือกใช้ บทแปลที่มีอรรถลักษณะตรงและใกล้เคียงกับความหมายของสํานวนภาษาอังกฤษ แสดงให้ เห็นได้ว่า ผู้แปลยังคงเลือกบทแปลภาษาไทยที่มีความหมายที่สํานวนภาษาอังกฤษต้องการจะสื่อไว้
  • การแปรเสียงวรรณยุกต์ของภาษาไทยถิ่นในจังหวัดแพร่

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เสียงวรรณยุกต์ของภาษาไทยถิ่นเหนือใน จังหวัดแพร่โดยเก็บข้อมูลจากทุกอำเภอ รวมทั้งสิ้น 8 อำเภอ และเปรียบเทียบเสียงวรรณยุกต์ ภาษาไทยถิ่นเหนือของทุกอำเภอในจังหวัดแพร่ว่ามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ผู้บอกภาษาใน งานวิจัยครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 20 คน เป็นผู้บอกภาษาไทยถิ่นเหนือจำนวน 16 คน (8 อ าเภอ X 2 คน) และเป็นผู้บอกภาษาไทยลื้อจ านวน 4 คน (2 ต าบล X 2 คน) ได้แก่ ผู้บอกภาษาไทยลื้อตำบลบ้านถิ่น และผู้บอกภาษาไทยลื้อตำบลพระหลวง ในการวิเคราะห์ระบบเสียงวรรณยุกต์ใช้แนวคิดกล่องทดสอบวรรณยุกต์เก็ดนีย์ (Gedney, 1972) เพื่อศึกษาจำนวนเสียงวรรณยุกต์ การแยกเสียงรวมเสียงวรรณยุกต์ และสัทลักษณะ ของเสียงวรรณยุกต์จากการฟัง รวมทั้งใช้โปรแกรมพราท (praat) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ สัทลักษณะของเสียงวรรณยุกต์ด้วยวิธีทางกลสัทศาสตร์จากการปรับค่าความถี่มูลฐานและแปลงเป็น ค่าเซมิโทน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ภาษาไทยถิ่นเหนือในจังหวัดแพร่ ปรากฏการแยกเสียงรวม เสียงวรรณยุกต์แบบ A12-34 B123-4 C123-4 DL123-4 และ DS123-4 ประกอบด้วย 6 หน่วยเสียง ดังนี้ วรรณยุกต์ที่ 1 กลางค่อนข้างต่ำขึ้น [214] วรรณยุกต์ที่ 2 กลางขึ้น [35] วรรณยุกต์ที่ 3 กลางค่อนข้างต่ำระดับ [22] วรรณยุกต์ที่ 4 กลางตก [31] วรรณยุกต์ที่ 5 กลางระดับ [33] และ วรรณยุกต์ที่ 6 กลางค่อนข้างสูงตก [41] นอกจากนี้ ภาษาไทยถิ่นเหนือในจังหวัดแพร่ยังปรากฏ วรรณยุกต์รูปแปรที่เป็นระบบวรรณยุกต์ย่อยอันเกิดจากปัจจัยทางสังคม จากการเปรียบเทียบ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ระบบเสียงวรรณยุกต์ภาษาไทยถิ่นเหนือในจังหวัดแพร่ยังคงรักษา รูปแบบเช่นเดียวกับงานวิจัยในอดีต นอกจากนี้ ในระหว่างการเก็บข้อมูลภาคสนามเบื้องต้นพบว่า จังหวัดแพร่มีกลุ่มผู้พูด ภาษาไทยลื้อปะปนอยู่ในตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่และตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น ตลอดจนยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้บอกภาษาไทยลื้อตำบลบ้านถิ่นปรากฏการใช้ภาษาที่ต่างไปจาก ภาษาไทยถิ่นเหนือในจังหวัดแพร่ ส่วนผู้บอกภาษาไทยลื้อตำบลพระหลวงปรากฏการใช้ภาษาที่ เหมือนกับภาษาไทยถิ่นเหนือในจังหวัดแพร่ อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาพบว่า ภาษาไทยลื้อของทั้งสอง ตำบลดังกล่าวปรากฏสัทลักษณะของเสียงวรรณยุกต์คล้ายกับภาษาไทยถิ่นเหนือในจังหวัดแพร่ รวมถึงการแยกเสียงวรรณยุกต์ในคอลัมน์ A แบบ A12-34 ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เนื่องจากภาษาไทยถิ่น เหนือในจังหวัดแพร่เป็นภาษาที่คนส่วนใหญ่ใช้และยอมรับในฐานะภาษากลาง (lingual franca) เป็น ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการแปรและการเปลี่ยนแปลงสัทลักษณะของเสียงวรรณยุกต์ภาษาไทยลื้อ ตำบลบ้านถิ่นและตำบลพระหลวง
  • การออกเสียงวรรณยุกต์ ภาษาไทยกรุงเทพโดยผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดู และการประเมินระดับสําเนียงภาษาไทยของผู้พูดทั้งสองกลุ่ม โดยผู้พูดภาษาไทยกรงุเทพ

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สองประการ คือ 1. เปรียบเทียบลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของ วรรณยุกต์ภาษาไทยกรุงเทพที่ออกเสียงโดยผู้พูดภาษาพม่าและภาษาอูรดูกับผลการออกเสียง วรรณยุกต์ของผู้พูดภาษาไทย และ 2. ศึกษาระดับสําเนียงต่างประเทศของผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดูที่ประเมินโดยผู้พูดภาษาไทย ในการวิเคราะห์การออกเสียงวรรณยุกต์ คําทดสอบ คือ คําพูดเดี่ยวพยางค์เดียวจํานวน 5 คํา ผู้วิจัยวิเคราะห์ค่าความถี่มูลฐาน พิสัยค่าความถี่มูลฐาน และค่าระยะเวลาของสระด้วย โปรแกรมพราท ผลการศึกษาค่าความถี่มูลฐานของวรรณยุกต์แสดงให้เห็นว่าวรรณยุกต์เอกและวรรณยุกต์จัตวาเป็นวรรณยุกต์ที่ผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดูส่วนใหญ่ สามารถออกเสียงได้ ใกล้เคียงผู้พูดภาษาไทย รองลงมาคือวรรณยุกต์สามัญ ส่วนวรรณยุกต์โทและวรรณยุกต์ตรี ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าไม่มีผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดูคนใดสามารถออกเสียงได้ใกล้เคียงผู้พูดภาษาไทย นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์พิสัยค่าความถี่มูลฐานแสดงให้ เห็นว่าวรรณยุกต์ทุกหน่วยเสียงที่ออกเสียงโดยผู้พูดภาษาอูรดูมีพิสัยกว้างที่สุด รองลงมา คือ พิสัยของวรรณยุกต์ที่ออกเสียงโดยผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาไทยตามลําดับ ในประเด็นค่าระยะเวลาของสระ ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า วรรณยุกต ทุกหน่วยเสียงที่ออกเสียงโดยผู้พูดภาษาไทยผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดูไม่มีความแตกต่างกันอยาางมีนัยสําคัญ อย่างไรก็ตาม ค่าระยะเวลาเฉลี่ยของสระที่มีวรรณยุกต์ทุกหน่วยเสียงแสดงให้เห็นว่าค่าระยะเวลาของสระที่ออกเสียงโดยผู้พูดภาษาพม่าแตกต่างจากค่าระยะเวลาของสระที่ออกเสียงโดยผู้พูดภาษาไทยอย่างมีนัยสําคัญ ในประเด็นการประเมินระดับสําเนียง ผลการศึกษาพบว่า ผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดูทุกคนได้รับคะแนนประเมินจากเจ้าของภาษาในระดับที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามไม่มีผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดูคนใดมีระดับคะแนนอยู่ในเกณฑ์“เหมือนเจ้าของภาษา” นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลคะแนนประเมินระดับสําเนียงของผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดูทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า คะแนนประเมินระดับสําเนียงของผู้พูดภาษาพม่าและผู้พูดภาษาอูรดูไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ผลการวิจัยนี้สามารถสรุปได้ว่า ระบบเสียงวรรณยุกต์ ในภาษาพม่าไม่ได้ส่งผลให้ผู้พูดภาษาพม่าออกเสียงวรรณยุกต์ ภาษาไทยดีกว่าคนที่ผู้พูดภาษาอูรดูที่ไม่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ และผู้พูดภาษาไทยก็มิได้ประเมินระดับสําเนียงของผู้พูดภาษาพม่าในเกณฑ์ที่สูงกว่าผู้พูดภาษาอูรดู
  • การศึกษาการออกเสียงพยัญชนะท้ายพยางค์ในภาษาไทยของผู้เรียนชาวญี่ปุ่น

    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) ศึกษาอิทธิพลของลักษณะการออกเสียง ในภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษที่มีผลต่อการออกเสียงและรับรู้เสียงท้ายพยางค์ในภาษาไทย 2.) ศึกษาการสอนการออกเสียงที่สอดคล้องกับปัญหาของผู้เรียนชาวญี่ปุ่น ในการศึกษาเรื่องนี้ เสียงท้ายพยางค์ที่ศึกษามีจ านวน 6 เสียง ได้แก่ เสียง [-m] [-n] [-ŋ] [-p] [-t] และ [-k] กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จ านวน 5 คน วิธีการเก็บข้อมูลประกอบด้วยการศึกษาลักษณะการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษและภาษาไทย รวมถึงการศึกษาลักษณะการรับรู้เสียงในภาษาไทย จากการบันทึกเสียง และการท าแบบทดสอบการระบุเสียง แล้วน าข้อมูลมาออกแบบรูปแบบการสอนให้เหมาะสมกับ ปัญหาของกลุ่มตัวอย่างเป็นรายบุคคล ผลการศึกษาในงานวิจัยนี้แสดงด้วยค่าร้อยละและการทดสอบ ทีเทสต์ (t-test) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างชาวญี่ปุ่นมีปัญหาในการออกเสียงและรับรู้เสียง ท้ายพยางค์ภาษาไทยแตกต่างกัน นอกจากนี้พบว่าการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นมีอิทธิพลต่อ การออกเสียงและการรับรู้เสียงท้ายพยางค์ในภาษาไทย นอกจากนี้พบลักษณะการออกเสียง ท้ายพยางค์ภาษาไทยที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาอังกฤษน้อยกว่าลักษณะการออกเสียงที่ได้รับอิทธิพล จากภาษาญี่ปุ่น ส าหรับผลการศึกษาผลของรูปแบบการสอนการฟังและการออกเสียงท้ายพยางค์ ในภาษาไทยให้แก่ผู้เรียนชาวญี่ปุ่นพบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกคนได้คะแนนทดสอบหลังเรียนมากกว่า คะแนนทดสอบก่อนเรียน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนทดสอบด้วยสถิติทีเทสต์ (t-test) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสามารถในการออกเสียงและการรับรู้เสียงดีขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการวางแผนรูปแบบการสอนที่พิจารณาจากปัญหาของผู้เรียนแต่ละคน ส่งผลให้ ผู้เรียนมีพัฒนาการในการออกเสียงและการรับรู้เสียงท้ายพยางค์ในภาษาไทยดีขึ้น
  • กลวิธีการเรียนภาษาองักฤษของนักเรียนระดบัมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ในสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีผลสมัฤทธิ์ในการเรียนภาษาอังกฤษต่างกัน

    การศึกษาเรื่อง “กลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ในสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาอังกฤษต่างกัน” นี้ มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ 1) ศึกษากลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษ แรงจูงใจ และการเรียนด้วยวิธีของตนเองของ ผู้เรียน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ กลวิธีการเรียน และการเรียนด้วยวิธีของตนเอง และ 3) เปรียบเทียบการใช้กลวิธีการเรียน แรงจูงใจ และการเรียนด้วยวิธีของตนเองของผู้เรียนจาก โรงเรียนแต่ละแห่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 จากโรงเรียน บางชัน และโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ โรงเรียนละ 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้กลวิธีเรียนภาษาอังกฤษ แรงจูงใจในการเรียน และการเรียน ภาษาอังกฤษด้วยวิธีของตนเองของนักเรียน ผลการศึกษาที่ส าคัญ คือ 1) นักเรียนที่มีผลการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษในระดับที่สูงใช้กลวิธีการเรียนในระดับสูง ส่วนผู้เรียนที่มีผลการเรียนในระดับต่ าใช้ กลวิธีเรียนในระดับปานกลาง ด้านแรงจูงใจพบว่าผู้เรียนกลุ่มสูงมีระดับแรงจูงใจที่สูงกว่าผู้เรียนกลุ่มตาสำหรับการเรียนด้วยวิธีของตนเองของผู้เรียนทั้งสองกลุ่มพบว่าอยู่ในระดับปานกลาง 2) แรงจูงใจ มีผลต่อการใช้กลวิธีการเรียนและต่อการเรียนด้วยวิธีของตนเองของผู้เรียนทั้งสองโรงเรียน 3) ในการ เปรียบเทียบการใช้กลวิธีการเรียน แรงจูงใจ และการเรียนด้วยวิธีของตนเองของกลุ่มตัวอย่างแต่ละโรงเรียน พบว่าผู้เรียนทั้งกลุ่มสูงและกลุ่มต่างจากโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ปฎิบัติในระดับที่สูง กว่าผู้เรียนจากโรงเรียนบางชัน
  • กลวิธีการสื่อความหมายในบทโฆษณารณรงค์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

    งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาประเภทวัจนกรรมที่ปรากฏใน บทโฆษณารณรงค์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ สสส. 2) ศึกษาลักษณะ การใช้ภาษาแบบตรงและแบบอ้อมในบทโฆษณารณรงค์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ของ สสส. และ 3) ศึกษากลวิธีการสื่อความหมายและการนำเสนอภาพในบทโฆษณา รณรงค์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ สสส. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากบทภาพยนตร์โฆษณารณรงค์เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ของส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2546 – เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 จ านวน 50 บทโฆษณา จากเว็บไซต์ www.thaihealth.or.th www.youtube.com และ www.adintrend.com ผลการศึกษาพบการใช้วัจนกรรม 4 ประเภท ตามล าดับความถี่ในการปรากฏ คือ วัจนกรรมการบอกกล่าว วัจนกรรมการกล่าววัจนกรรมการกล่าวแสดงความรู้สึก และวัจนกรรม การกล่าวผูกมัด ส่วนลักษณะการใช้ภาษาในบทโฆษณาพบการใช้ภาษาแบบตรงมากกว่าภาษา แบบอ้อม โดยพบการใช้ภาษาแบบตรงในการกล่าวให้ข้อมูลมากที่สุด และพบว่าบทโฆษณาใช้ภาษา แบบอ้อมในการกล่าวตำหนิมากที่สุด สำหรับกลวิธีการสื่อความหมายและการนำเสนอภาพในบทโฆษณา พบกลวิธี การสื่อความหมายแบบตรงมากกว่ากลวิธีการสื่อความหมายแบบอ้อม ส่วนการนำเสนอภาพใน บทโฆษณาพบทั้งการนำเสนอภาพแบบตรงและการนำเสนอภาพแบบอ้อม
  • กลวิธีการสื่อความหมายและการสร้างอัตลักษณ์ของผู้บริโภค ในบทโฆษณาที่อยู่อาศัยทางโทรทัศน์

    งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) ศึกษากลวิธีการสื่อความหมายใน บทโฆษณาที่อยู่อาศัยทางโทรทัศน์ และ 2) ศึกษาการสร้างอัตลักษณ์ของผู้บริโภคในบทโฆษณา ที่อยู่อาศัยทางโทรทัศน์ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากบทโฆษณาที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ที่มีผลประกอบการเฉลี่ยสูงสุดและเผยแพร่บทโฆษณาทางโทรทัศน์ระหว่างปี พ.ศ. 2553-2557 โดยรวบรวมบทโฆษณาจากเว็บไซต์ของแต่ละบริษัท และ www.youtube.com รวมจ านวนทั้งสิ้น 70 บทโฆษณา ผลการศึกษาสามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็น คือ 1) ถ้อยค าในบทโฆษณาที่อยู่อาศัยทาง โทรทัศน์ใช้การสื่อความหมายแบบตรงมากกว่าแบบอ้อม โดยพบการสื่อความหมายแบบตรง ในวัจนกรรม 3 ประเภท ตามล าดับการปรากฏ คือ วัจนกรรมบอกกล่าว วัจนกรรมชี้น า และวัจนกรรม แสดงความรู้สึก ส่วนการสื่อความหมายแบบอ้อมพบเฉพาะในวัจนกรรมการบอกกล่าว 2) การใช้ ภาพประกอบในบทโฆษณาที่อยู่อาศัยทางโทรทัศน์พบการสื่อความหมายแบบตรงมากกว่าแบบอ้อม และ 3) อัตลักษณ์ของผู้บริโภคในบทโฆษณาที่อยู่อาศัยทางโทรทัศน์ปรากฏ 4 อัตลักษณ์ ได้แก่ 1. ผู้บริโภคคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทันสมัย 2. ผู้บริโภคคือกลุ่มคนที่มีรายได้สูง 3. ผู้บริโภคคือกลุ่มคน ที่มีความมุมานะพยายาม และ 4. ผู้บริโภคคือกลุ่มคนที่รักครอบครัว โดยอัตลักษณ์ผู้บริโภคคือกลุ่มคน รุ่นใหม่ที่ทันสมัยปรากฏในบทโฆษณามากที่สุด
Browse all / ดูทั้งหมด