ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร

  • ความสำเร็จในอาชีพ เชาวน์อารมณ์และความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความภาคภูมิใจในตนเองเป็นตัวแปรสื่อของพนักงานระดับปฏิบัติการ กรณีศึกษา : บริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

    การวิจัยเรื่องความสําเร็จในอาชีพ เชาวน์อารมณ์ และความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความ ภาคภูมิใจในตนเองเป็นตัวแปรสื่อของพนักงานระดับปฏิบัติการ กรณีศึกษา : บริษัทโทรคมนาคมแห่ง หนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ คือ พนักงานระดับปฏิบัติการ ในช่วงวัย 21-40 ปี จํานวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถาม ความสําเร็จในอาชีพ แบบสอบถามเชาวน์อารมณ์ แบบสอบถามความพึงพอใจในชีวิต และ แบบสอบถามความภาคภูมิใจในตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุ และสถิติ ทดสอบ Z ตามวิธีของ โซเบล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ความสําเร็จในอาชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.74) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 4.12) รองลงมาได้แก่ ด้านบทบาทการทํางานอยู่ ในระดับสูง ( ̅ = 3.92) ด้านความก้าวหน้าในการเลื่อนตําแหน่งอยู่ในระดับปานกลาง คือ ( ̅ = 3.41) และด้านการเงินอยู่ในระดับปานกลาง ( ̅ = 3.28) เชาวน์อารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.90) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และด้านการร่วมรับรู้ความรสู้ึกของผู้อื่น มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 4.01) รองลงมาได้แก่ ด้านทักษะทางสังคมอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.91) ด้านการตระหนักรู้ในตนเองอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.85) และด้านการจัดระเบียบอารมณ์ของตนเองอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.77) ตามลําดับ ความภาคภูมิใจในตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 4.14) และความพึงพอใจในชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( ̅ = 3.62) 2. การรับรู้ความสําเร็จในอาชีพโดยรวมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตของ พนักงานระดับปฏิบัติการ (r = .647; p < .01) โดยการรับรู้ความสําเร็จในอาชีพด้านความก้าวหน้าใน การเลื่อนตําแหน่ง ด้านบทบาทการทํางาน และด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีความสัมพันธ์กับ ความพึงพอใจในชีวิตอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง (r = .613, r = .531 และ r = .514 เมื่อ p < .01 ตามลําดับ) ยกเว้นด้านการเงินที่อยู่ในระดับปานกลาง (r = .411; p < .01) 3. เชาวน์อารมณ์โดยรวมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตของพนักงานระดับปฏิบัติการ (r = .679; p < .01) โดยเชาวน์อารมณ์ด้านการตระหนักรู้ในตนเอง ด้านทักษะทางสังคม ด้านการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และด้านการจัดระเบียบอารมณ์ของตนเอง มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งนับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ในระดับที่ ค่อนข้างสูง (r = .611, r = .554, r = .532 และ r =.524 เมื่อ p < .01 ตามลําดับ) ยกเว้นด้านการ ร่วมรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นที่อยู่ในระดับปานกลาง (r = .492; p < .01) 4. ความภาคภูมิใจในตนเองโดยรวมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตของพนักงาน ระดับปฏิบัติการ (r = .642; p < .01) 5. ความภาคภูมิใจในตนเองโดยรวมเป็นตัวแปรสื่อบางส่วนระหว่างความสําเร็จในอาชีพ ไปสู่ความพึงพอใจในชีวิตของพนักงานระดับปฏิบัติการ (Z = 7.687; p < .01) 6. ความภาคภูมิใจในตนเองโดยรวมเป็นตัวแปรสื่อบางส่วนระหว่างเชาวน์อารมณ์ไปสู่ความพึงพอใจในชีวิตของพนักงานระดับปฏิบัติการ (Z = 6.029; p < .01)
  • ความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ และความตั้งใจลาออกจากงาน : กรณีศึกษาพนักงานฝ่ายขายของสายการบินแห่งหนึ่ง

    การศึกษาเรื่อง “ความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค การรับรู้ความยุติธรรม ในองค์การ และความตั้งใจลาออกจากงาน : กรณีศึกษาพนักงานฝ่ายขายของสายการบินแห่งหนึ่ง เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่า อุปสรรค การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ และความตั้งใจลาออกจากงาน (2) ความแตกต่างของ ปัจจัยส่วนบุคคล กับความตั้งใจลาออกจากงาน (3) ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเผชิญ และฟันฝ่าอุปสรรค การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ และความตั้งใจลาออกงาน (4) สร้างสมการพยากรณ์ทำนายความตั้งใจลาออกจากงานของพนักงาน จากตัวแปรปัจจัยส่วนบุคคล ความสามารถ ในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค และการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานฝ่ายขายของสายการบินแห่งหนึ่ง จ านวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ (1) แบบสอบถาม ปัจจัยส่วนบุคคล (2) แบบสอบถามความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค จำนวน 34 ข้อ มีค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ .953 (3) แบบสอบถามการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ จำนวน 20 ข้อ มีค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ .939 (4) แบบสอบถามความตั้งใจลาออกจากงาน จำนวน 12 ข้อ มีค่าความ เชื่อมั่นเท่ากับ .969 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี้ 1) พนักงานฝ่ายขาย มีระดับความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค อยู่ใน ระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80 การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ อยู่ในระดับปานกลาง โดยมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.89 และความตั้งใจลาออกจากงาน อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.78 2)การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การโดยรวมและรายด้าน ประกอบด้วย ด้านผลตอบแทน ด้านกระบวนการกำหนดผลตอบแทน ด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับ ผู้ใต้บังคับบัญชา และด้านระบบ มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจลาออกจากงาน โดยมีค่าสหสัมพันธ์ r = -.394, p <.01, r = -.334, p <.01, r = -.355, p <.01, r = -.223, p <.05 และ r = -.311, p <.01 ตามลำดับ 3) ตัวแปรที่สามารถทำนายความตั้งใจลาออกจากงานได้ คือ การรับรู้ความยุติธรรมใน องค์การด้านกระบวนการกำหนดผลตอบแทน และอายุ มีอำนาจการทำนายร่วมกันร้อยละ 15.8
  • ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ความเหนื่อยหน่ายในงาน และผลการปฎิบัติงานของพนักงานวิศวกร บริษัทอสังหารมิทรัพย์แห่งหนึ่ง

    การวิจัยเรื่อง “ความสามารถในการเผชิญปัญหา ความเหนื่อยหน่ายในงาน และผลการ ปฎิบัติงานของพนักงานวิศวกร บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง” เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ระดับความเหนื่อยหน่ายในงาน และระดับผลการปฎิบัติงานของพนักงานวิศวกร ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคกับผลการปฎิบัติงาน ความสัมพันธ์ระหว่างความเหนื่อยหน่ายในงานกับผลการปฎิบัติงาน รวมทั้งเพื่อสร้างสมการทำนายการผลการปฎิบัติงานของพนักงานวิศวกร โดยใช้ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ความเหนื่อยหน่ายในงานเป็นตัวแปร ในการทำนายกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานที่ปฎิบัติงานต่ำแหน่งวิศวกรในบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง จำนวน 174 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูล ลักษณะส่วนบุคคล จำนวน 5 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาและอายุงาน ส่วนที่ 2 แบบสอบวัดความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค มีข้อคำถาม 33 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .951 ส่วนที่ 3 เป็นแบบสอบวัดความเหนื่อยหน่ายในงาน มีข้อคำถาม 25 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .916 และส่วนที่ 4 เป็นแบบสอบวัดผลการปฎิบัติงาน มีข้อคำถาม 44 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .959 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าสถิติที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุแบบมีขั้นตอน ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1. พนักงานมีระดับความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคโดยรวมสูง 2. พนักงานมีระดับความเหนื่อยหน่ายในงานโดยรวมปานกลาง 3. พนักงานมีระดับผลการปฎิบัติงานดีมาก 4. ลักษณะส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน มีผลการปฎิบัติงานไม่แตกต่างกัน 5. ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคโดยรวม ไม่มีความสัมพันธ์ กับ ผลการปฎิบัติงาน เมื่อพิจารณาความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรครายด้าน พบว่า ด้านการควบคุมสถานการณ์และด้านความรับผิดชอบต่อปัญหา มีความสัมพันธ์กับผลการปฎิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.012, p < 0.05, r = 0.047, p < 0.05 ตามลำดับ) แต่ไม่พบความสัมพันธะหว่างความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ด้านผลกระทบและด้าน ความอดทนกับผลการปฎิบัติงาน 6. ความเหนื่อยหน่ายในงานโดยรวม ไม่มีความสัมพันธ์กับผลการปฎิบัติงาน เมื่อพิจารณา ความเหนื่อยหน่ายในงานรายด้าน พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กับผลการปฎิบัติงานเช่นกัน 7. ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ด้านการควบคุมสถานการณ์ สามารถทำนายผลการปฎิบัติงานได้ร้อยละ 3.0 ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยการกำหนดการสรรหาคัดเลือก และการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร เพื่อลดระดับความเหนื่อยหน่ายในงาน และส่งเสริมให้บุคลากรมีผลการปฎิบัติงานที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยนำพาองค์การให้เติบโต มีศักยภาพและประสบความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป
  • ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงาน การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำของพนักงาน ความผูกพันในงานกับความพึงพอใจในงาน

    ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงาน การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำของ พนักงาน ความผูกพันในงานกับความพึงพอใจในงาน เป็งการศึกษาเชิงสำรวจ การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงาน การรับรู้รูปแบบภาวะ ผู้นำของพนักงานความผูกพันในงานกับความพึงพอใจในงานและศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีผลต่อ ความพึงพอใจในงาน โดยมีสมมติฐานว่า (1) สภาพแวดล้อมในการทำงานมีความสัมพนัธ์กับความพึง พอใจในงาน โดยมีสมมติฐานย่อยดังนี้ (1.1) สภาพแวดล้อมทางกายภาพมีความสัมพนัธ์กับความพึงพอใจในงาน (1.2) สภาพแวดล้อมด้านสังคมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงานและ (1.3) สภาพแวดล้อมด้านจิตใจมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (2) การรับรู้รูปแบบภาวะผู้น าของ พนักงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน โดยมีสมมติฐานย่อยดังนี้ (2.1) การรับรู้รูปแบบภาวะ ผู้นำที่มุ่งเน้นงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (2.2) การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำที่มุ่งเน้น ความสัมพันธ์มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน และ(2.3) การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำที่เน้นการ เปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (3) ความผูกพันในงานมีความสัมพันธ์กับความ พึงพอใจในงาน โดยมีสมมติฐานย่อยดังนี้ (3.1) ความขยันขันแข็งในงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (3.2) ความทุ่มเทในงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน และ (3.3) ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (4) สภาพแวดล้อมในการทำงาน การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำของพนักงาน และความผูกพันในงานสามารถทำนายความพึงพอใจในงานได้ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานในโรงงานผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 143 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล แบบสอบถามความพึงพอใจในงาน 22 ข้อ แบบสอบถามสภาพแวดล้อมในการทำงาน 32 ข้อ แบบสอบถามการรับรู้ภาวะผู้นำของพนักงาน 21 ข้อ และแบบสอบถามความผูกพันในงาน 20 ข้อ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.93, 0.89, 0.92 และ 0.91 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่า สัมประสิทธิ์การถดถอย ผลการวิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีความเหมาะสมทั้งทางด้านกายภาพ ด้านสังคม และด้านจิตใจ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิี่ ระดับ .01 (r = 0.50, 0.72, 0.75, p < .01) ทางด้านการรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำของพนักงาน ทั้งผู้นำ ที่มุ่งเน้นงาน ผู้นำที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ และผู้นำที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง มีความสัมพันธ์ทางบวก กับความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.55, 0.60, 0.71, p < .01) และ ความผูกพันในงาน ทั้งด้านความขยันขันแข็งในงาน ด้านความทุ่มเทในงาน และด้านความรู้สึกเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันกับงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 (r = 0.63, 0.64, 0.60, p < .01) นอกจากนี้ ผลการวิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมด้านจิตใจ และสภาพแวดล้อมด้านสังคม รูปแบบผู้นำที่เน้นการเปลี่ยนแปลง และความผูกพันในงานด้านความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับงาน สามารถทำนายความพึงพอใจในงานได้ 73 เปอร์เซ็นต์
  • ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้บรรยากาศองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีความสุขในการทำงานเป็นตัวแปรสื่อ ในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง

    การศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้บรรยากาศองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีความสุขในการทำงานเป็นตัวแปรสื่อ ของข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้บรรยากาศองค์การ ความสุขในการทำงาน และพฤติกรรม การเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้ บรรยากาศองค์การ ความสุขในการทำงาน และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 3) ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้บรรยากาศองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิก ที่ดีขององค์การ โดยมีความสุขในการทำงานเป็นตัวแปรสื่อ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง จ านวน 312 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลลักษณะส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการรับรู้บรรยากาศองค์การ 4) แบบสอบถามความสุขในการทำงาน 5) แบบสอบถาม พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์เส้นทางส่งผล ผลการศึกษาสรุป ได้ดังนี้ 1. ข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งนี้มีลักษณะบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว แบบแสดงตัว แบบเปิดรับประสบการณ์อยู่ในระดับปานกลาง และมีลักษณะบุคลิกภาพ แบบประนีประนอม และแบบมีจิตสำนึกอยู่ในระดับสูง 2. ข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งนี้มีการรับรู้บรรยากาศองค์การโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีการรับรู้บรรยากาศองค์การด้านการมีส่วนร่วม ด้านโครงสร้าง ด้านการให้รางวัล ด้านความก้าวหน้าและการพัฒนา ด้านการควบคุมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้าน ความอบอุ่นและการสนับสนุนอยู่ในระดับสูง 3. ข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งนี้มีความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีความสุขในการทำงานด้านการติดต่อสัมพันธ์ ด้านความสำเร็จในงาน ด้านการเป็นที่ยอมรับ อยู่ในระดับสูง ส่วนด้านความรักในงานอยู่ในระดับปานกลาง 4. ข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งนี้มีพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอยู่ในระดับสูง 5. ลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบทุกแบบมีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงาน โดยลักษณะบุคลิกภาพแบบแสดงตัว แบบเปิดรับประสบการณ์ แบบประนีประนอม แบบมีจิตสำนึก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .540, .225, .334, .500, p<.01) ตามลำดับและแบบหวั่นไหว มีความสัมพันธ์ทางลบกับความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.327, p<.01) 6. ลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบทุกแบบมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็น สมาชิกที่ดีขององค์การ โดยลักษณะบุคลิกภาพแบบแสดงตัว แบบเปิดรับประสบการณ์ แบบประนีประนอม แบบมีจิตสำนึก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .511, .324, .474, .565, p<.01) ตามลำดับ และแบบหวั่นไหว มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.399, p<.01) 7. การรับรู้บรรยากาศองค์การโดยรวมมีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .622, p<.01) โดยการรับรู้บรรยากาศองค์การด้านการมีส่วนร่วม ด้านโครงสร้าง ด้านการให้รางวัล ด้านความอบอุ่นและการสนับสนุน ด้านความก้าวหน้าและพัฒนา และด้านการควบคุม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .467, .537, .393, .656, .524, .458, p<.01) ตามลำดับ 8. การรับรู้บรรยากาศองค์การโดยรวมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดี ขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .526, p<.01) โดยการรับรู้บรรยากาศองค์การ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านโครงสร้าง ด้านการให้รางวัล ด้านความอบอุ่นและการสนับสนุน ด้านความก้าวหน้าและพัฒนา และด้านการควบคุม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็น สมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .422, .457, .301, .550, .399, .444, p<.01) ตามลำดับ 9. ความสุขในการทำงานโดยรวมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดี ขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .673, p<.01) โดยความสุขในการทำงานด้านการติดต่อ สัมพันธ์ ด้านความรักในงาน ด้านความสำเร็จในงาน และด้านการเป็นที่ยอมรับ มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .516, .493, .609, .582, p<.01) ตามลำดับ 10. ลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบแบบแสดงตัว แบบเปิดรับประสบการณ์ แบบประนีประนอม แบบมีจิตสำนึก และการรับรู้บรรยากาศองค์การมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็น สมาชิกที่ดีขององค์การทั้งโดยตรงและผ่านความสุขในการทำงาน และลักษณะบุคลิกภาพ ห้าองค์ประกอบแบบหวั่นไหวมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การโดยตรงเพียง อย่างเดียว ผลการวิจัยครั้งนี้ ทำให้ทราบตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของ องค์การ และตัวแปรสื่อจากสาเหตุไปสู่พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ซึ่งองค์การสามารถ นำไปใช้เป็นแนวทางในการทำความเข้าใจพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ เพื่อส่งเสริมให้ บุคลากรมีพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะงาน คุณภาพชีวิตในการทำงานและความผูกพันของพนักงานต่อองค์การรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง

    การวิจัยครั้งนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะงาน คุณภาพชีวิตในการทำงาน และ ความผูกพันของพนักงานต่อองค์การรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ตัวอย่างเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจำนวน 248 คน เครื่องมือที่ใช้ศึกษาคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะงาน คุณภาพชีวิตในการทำงาน และ ความผูกพันของพนักงานต่อองค์การ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 69) มีอายุระหว่าง 31 – 40 ปี (ร้อยละ 31.5) จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 74.6) มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานระหว่าง 1 – 5 ปี (ร้อยละ 35.9) และมีสถานภาพโสด (ร้อยละ 51.2) 2 มีคะแนนลักษณะงานอยู่ในระดับสูง คะแนนคุณภาพชีวิตในการทำงานอยู่ในระดับ ปานกลาง และคะแนนความผูกพันของพนักงานต่อองค์การอยู่ในระดับสูง 3. ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน พบว่า ลักษณะงานและคุณภาพชีวิตใน การทำงานมีความสัมพันธ์กับความผูกพันของพนักงานต่อองค์การ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความพึงพอใจในงานกับ พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีทุนทางจิตวิทยาด้านบวก เป็นตัวแปรกำกับ

    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความพึงพอใจในงานกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีทุนทางจิตวิทยาด้านบวกเป็นตัว แปรกำกับ ผู้เข้าร่วมในการศึกษาครั้งนี้เป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเขตสมุทรสาคร จ านวน 290 คน ข้อมูลที่รวบรวมด้วยแบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน คือ 1) ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล 2) ภาวะ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3) ความพึงพอใจในงาน 4) พฤติกรรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 5) ทุนทาง จิตวิทยาด้านบวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา ค่าสหสัมพันธ์และวิเคราะห์ถอดถอย พหุคูณเชิงชั้น ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเท่ากับ 3.83 ความพึงพอใจใน งานเท่ากับ 3.80 พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การเท่ากับ 3.88 และทุนทางจิตวิทยาด้านบวก เท่ากับ 3.75 2) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความพึงพอใจในงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับ พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 3) ทุนทางจิตวิทยาด้านบวกไม่เป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความพึงพอใจในงานกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การกำหนดเป้าหมาย และ พฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง โดยมีความผูกพันต่อเป้าหมายเป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่าง การกำหนดเป้าหมายกับพฤติกรรมการให้บริการ

    การวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การกำหนด เป้าหมาย และพฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง โดยมีความผูกพันต่อเป้าหมายเป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างการกำหนดเป้าหมาย กับพฤติกรรมการให้บริการ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับของบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การกำหนดเป้าหมาย ความผูกพันต่อเป้าหมาย และพฤติกรรมการให้บริการ 2) ความสัมพันธ์ระหว่าง บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การกำหนดเป้าหมาย ความผูกพันต่อเป้าหมาย และพฤติกรรมการ ให้บริการ 3) การเป็นตัวแปรกำกับของความผูกพันต่อเป้าหมาย ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่าง การกำหนดเป้าหมายและพฤติกรรมการให้บริการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 249 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ 1) ข้อมูลลักษณะส่วนบุคคล 2) บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) การกำหนดเป้าหมาย 4) ความผูกพัน ต่อเป้าหมาย 5) พฤติกรรมการให้บริการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุเชิงขั้น ผลการวิจัย พบว่า 1) บุคลิกภาพแบบเปิดรับประสบการณ์อยู่ในระดับปานกลาง บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึก บุคลิกภาพแบบแสดงตัว บุคลิกภาพแบบประนีประนอมอยู่ในระดับสูง และบุคลิกภาพ แบบหวั่นไหวอยู่ในระดับต่ำ การกำหนดเป้าหมาย ความผูกพันต่อเป้าหมาย และพฤติกรรม การให้บริการอยู่ในระดับสูง 2) บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบทุกด้านมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการให้บริการ โดยบุคลิกภาพแบบเปิดรับประสบการณ์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .157, p < .05) บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึก บุคลิกภาพแบบแสดงตัว บุคลิกภาพแบบประนีประนอม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .416, r = .302, r = .272 ตามลำดับ; p < .01) และบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.226, p < .01) 3) บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบทุกด้านมีความสัมพันธ์กับการกำหนดเป้าหมาย โดยบุคลิกภาพแบบเปิดรับประสบการณ์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการกำหนดเป้าหมายอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (r = .144, p < .05) บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึก บุคลิกภาพแบบแสดงตัว บุคลิกภาพแบบประนีประนอม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการกำหนดเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (r = .486, r = .291, r = .302 ตามลำดับ; p < .01) และบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว มีความสัมพันธ์ทางลบกับการกำหนดเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.308, p < .01) 4) การกำหนดเป้าหมายมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .561, p < .01) 5) ความผูกพันต่อเป้าหมายไม่เป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างการกำหนด เป้าหมายและพฤติกรรมการให้บริการ ผลการวิจัยในครั้งนี้ ทำให้ทราบปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการให้บริการ ซึ่งโรงพยาบาลสามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปเป็นแนวทางในการพัฒนาพฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลวิชาชีพ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การ บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบและการรับรู้การคุกคามทางเพศในที่ทำงานของข้าราชการครูสตรี ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแห่งหนึ่ง

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ ความสัมพันธ์ และสร้างสมการทำนาย ระหว่างบรรยากาศองค์การ บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการรับรู้การคุกคามทางเพศในที่ทำงาน กลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการครูสตรีในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแห่งหนึ่ง จำนวน 334 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมประยุกต์ สถิติ ที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่าบรรยากาศองค์การเป็นรูปแบบ ฉันท์พ่อลูก มีบุคลิกภาพองค์ประกอบทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง และมีการรับรู้การคุกคามทางเพศ ในระดับต่ำ ข้าราชการครูที่มีปัจจัยส่วนบุคคล คือ อายุ อายุงาน ต่ำแหน่งงาน วิทยฐานะ และ สถานภาพสมรสแตกต่างกัน ไม่ทำให้มีการรับรู้การคุกคามทางเพศที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ บุคลิกภาพแบบ หวั่นไหว บุคลิกภาพแบบประนีประนอม และบุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึกมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ การคุกคามทางเพศในการทำงาน และมีตัวแปรที่สามารถทำนายการรับรู้การคุกคามทางเพศในที่ ทำงานโดยรวม คือ บุคลิกภาพแบบประนีประนอม บรรยากาศองค์การ และบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว โดยพยากรณ์ได้ร้อยละ 11.5 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
  • ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก การรับรู้การสนับสนุนจาก องค์การและความตั้งใจในการลาออก โดยมีความพึงพอใจในงาน เป็นตัวแปรสื่อในพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์คัดสรร แห่งหนึ่งในภาคตะวันออก

    การศึกษาเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก การรับรู้การสนับสนุน จากองค์การและความตั้งใจในการลาออกโดยมีความพึงพอใจในงานเป็นตัวแปรสื่อในพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์คัดสรรแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก” เป็นการศึกษาเชิงส ารวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษา 1) ระดับของ ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ ความพึงพอใจในงาน และความตั้งใจในการลาออกของพยาบาล 2) ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก การรับรู้ การสนับสนุนจากองค์การ ความพึงพอใจในงาน และความตั้งใจในการลาออกของพยาบาล 3) อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ ที่มีต่อความตั้งใจในการ ลาออกของพยาบาลโดยมีความพึงพอใจในงานเป็นตัวแปรสื่อ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ พยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลศูนย์คัดสรรแห่ง หนึ่งในภาคตะวันออก จำนวน 580 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ 1) ข้อมูลลักษณะส่วนบุคคล 2) ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก 3) การรับรู้ การสนับสนุนจากองค์การ 4) ความพึงพอใจในงาน 5) ความตั้งใจในการลาออก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์เส้นทางส่งผล ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. พยาบาลวิชาชีพมีระดับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีระดับ การรับรู้ความสามารถของตนเองอยู่ในระดับปานกลาง ด้านความหวัง การมองโลกในแง่ดี และ ความหยุ่นตัวอยู่ในระดับสูง 2. พยาบาลวิชาชีพมีระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง โดยมีระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ ด้านความรู้ ในงานและโอกาสก้าวหน้า ด้านจิตอารมณ์ในงาน และด้านการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านความมั่นคงในงานอยู่ในระดับสูง 3. พยาบาลวิชาชีพมีระดับความพึงพอใจในงานอยู่ในระดับปานกลาง 4. พยาบาลวิชาชีพมีระดับความตั้งใจในการลาออกอยู่ในระดับปานกลาง 5. ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกทุกด้านมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการลาออกอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (r= -.337, p<.01) โดยการรับรู้ความสามารถของตนเอง ความหวัง การมองโลกใน แง่ดี และความหยุ่นตัว มีความสัมพันธ์ทางลบกับความตั้งใจในการลาออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ -.228, -.314, -.356 และ -.180 ตามลำดับ ทั้งหมด มีค่า p<.01 6. การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การทุกด้านมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการ ลาออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= -.538, p<.01) ด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ ด้านความรู้ ในงานและโอกาสก้าวหน้า ด้านความมั่นคงในงาน ด้านจิตอารมณ์ในงาน และด้านการปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์ทางลบกับความตั้งใจในการลาออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ เท่ากับ -.409, -.311, -.365, -.479 และ -.428 ตามลำดับ ทั้งหมดมีค่า p<.01 7. ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= .394, p<.01) โดยทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกด้านการรับรู้ความสามารถของ ตนเอง ความหวัง การมองโลกในแง่ดี ความหยุ่นตัว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ .245, .361, .448, และ .212 ตามลำดับ ทั้งหมดมีค่า p<.01 8. การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับ ความพึงพอใจในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.746, p<.01) โดยด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ ด้านความรู้ในงานและโอกาสก้าวหน้า ด้านความมั่นคงในงาน ด้านจิตอารมณ์ในงาน และด้าน การปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมี ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ .631, .552, .280, .679 และ .654 ตามลำดับ ทั้งหมดมีค่า p<.01 9. ความพึงพอใจในงานมีความสัมพันธ์ทางลบกับความตั้งใจในการลาออก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= -.546, p<.01) 10. การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการลาออกทั้งโดยตรง และผ่านความพึงพอใจในงาน ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการลาออกโดยตรง ผลการวิจัยครั้งนี้ ท าให้ทราบถึงตัวแปรที่เป็นสาเหตุของความตั้งใจในการลาออก และ ตัวแปรสื่อจากสาเหตุไปสู่ความตั้งใจในการลาออก ซึ่งองค์การสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการควบคุมปัจจัยที่เป็นสาเหตุในการลาออกได้
  • ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงาน การรับรู้บรรยากาศองค์การกับความตั้งใจที่จะลาออกของพนักงาน โดยมีความผูกพันต่อองค์การเป็นตัวแปรสื่อ

    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิต ในการทำงาน การรับรู้บรรยากาศองค์การ และความผูกพันต่อองค์การ กับความตั้งใจที่จะลาออกของพนักงาน และ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงาน การรับรู้บรรยากาศองค์การ กับความตั้งใจที่จะลาออกจากองค์การ โดยมีความผูกพันต่อองค์การเป็นตัวแปรสื่อ กลุ่มตัวอย่างเป็น พนักงานประจำของบริษัทเอกชนตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ใน กรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูล ลักษณะส่วนบุคคล แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตในการทำงาน แบบสอบถามวัดการรับรู้บรรยากาศ องค์การ แบบสอบถามวัดความผูกพันต่อองค์การ และแบบสอบถามวัดความตั้งใจที่จะลาออก โดย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอย และสถิติทดสอบ Z โดยทำการทดสอบบทบาทการเป็นตัวแปรสื่อ ตามแนวคิดของ บารอน และ เคนนี (Baron & Kenny, 1986) และโซเบล (Sobel, 1982) ซึ่งสามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. คุณภาพชีวิตในการทำงาน การรับรู้บรรยากาศองค์การ และความผูกพันต่อองค์การ มีความสัมพันธ์ทางลบกับความตั้งใจที่จะลาออกของพนักงาน โดยมีค่าสหสัมพันธ์ r = -.385, r = -.258 และ r = -.168 ตามลำดับ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 2. คุณภาพชีวิตในการทำงานส่งผลทางลบโดยตรงต่อความตั้งใจที่จะลาออก โดยไม่ผ่าน ความผูกพันต่อองค์การในฐานะตัวแปรสื่อ 3. การรับรู้บรรยากศองค์การส่งผลทางลบโดยอ้อมทั้งหมด ผ่านความผูกพันต่อองค์การ ไปสู่ความตั้งใจที่จะลาออก โดยผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ในองค์การ เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดแนวโน้มในการลาออกของพนักงาน ซึ่งจะช่วยให้องค์การลดต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อพนักงานตัดสินใจลาออกจากองค์การได้
  • ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจในองค์การ การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และพฤตกิรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ของพนักงานบริษัทผลิตเครื่องดื่มและอาหารแห่งหนึ่ง

    การศึกษาเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจในองค์การ การรับรู้การสนับสนุน จากองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ของพนักงานบริษัทผลิตเครื่องดื่มและ อาหารแห่งหนึ่ง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความไว้วางใจในองค์การ การรับรู้การสนับสนุน จากองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความ ไว้วางใจในองค์การ การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นพนักงานบริษัทเอกชนที่ผลิตเครื่องดื่มและอาหารแห่งหนึ่ง จำนวน 332 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ (1) แบบสอบถาม เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป (2) แบบสอบถามเกี่ยวกับความไว้วางใจในองค์การ (3) แบบสอบถามเกี่ยวกับ การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และ (4) แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของ องค์การ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความไว้วางใจในองค์การ การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอยู่ในระดับสูง (2) ความไว้วางใจในองค์การมีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ความไว้วางใจ ในองค์การมีความสัมพันธ์กับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (4) การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากผลการวิจัยทั้งหมด สรุปได้ว่า ความไว้วางใจในองค์การการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยครั้งนี้ ทำให้ทราบถึงตัวแปรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ที่แสดงให้เห็นว่า ความไว้วางใจในองค์การและการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ซึ่งองค์การสามารถนำไปใช้ในการพัฒนานโยบายหรือแนวทางในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ
Browse all / ดูทั้งหมด