ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์

  • จาก “โรสซาวด์ มิวสิค” สู่ “บริษัท อาร์เอส จํากัด (มหาชน)” พ.ศ. 2525-2552 : การศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจ

    งานวิจัยเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาอยู่ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก ศึกษาการ เปลี่ยนแปลงการประกอบธุรกิจทางด้านเพลงไทยสากลของอาร์เอส และประการต่อมาคือ ศึกษาและ วิเคราะห์แนวทางการประกอบธุรกิจของอาร์เอสโดยการขยายไปยังธุรกิจสื่อและธุรกิจอื่นๆ ในฐานะที่ เป็นผู้ให้บริการเนื้อหา (content provider) โดยกําหนดระยะเวลาการศึกษาไว้ ระหว่าง พ.ศ. 2525-2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อาร์เอสยังคงมีสถานะทางธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการเนื้อหาอยู่ และงานวิจัยชิ้นนี้จะ ใช้แนวทางการศึกษาตามรูปแบบของประวัติศาสตร์ธุรกิจ (business history) งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการแสดงข้อเสนอหลักอยู่ 2 ประการเพื่ออธิบายลักษณะการ เปลี่ยนแปลงการประกอบธุรกิจของอาร์เอสในช่วงเวลาดังกล่าวคือ ประการแรก การเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีของสื่อเป็นปัจจัยสําคัญในการปรับตัวและกําหนดทิศทางธุรกิจของอาร์เอส และประการ ต่อมาคือ ลักษณะความเป็นธุรกิจครอบครัวของอาร์เอสถือเป็นข้อดีที่ช่วยส่งเสริมการบริหารจัดการ และการปรับตัวของบริษัทให้เป็นไปอย่างรวดเร็วซึ่งสอดรับกับธรรมชาติของธุรกิจบันเทิงที่ต้องอิงอาศัยกระแสความนิยมในตลาดอยู่ตลอดเวลา จากการศึกษาพบว่า พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงการประกอบธุรกิจของอาร์เอส สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก พ.ศ. 2525-2534 เป็นช่วงที่อาร์เอสปรับตัวทางธุรกิจ จากการเป็นผู้รับจ้างอัดแผ่นเสียงและเทปคาสเสทขาย มาเป็นค่ายเพลงอย่างเต็มตัว โดยเพิ่มส่วนงาน การผลิตศิลปินและบทเพลงเข้าไป ทําให้อาร์เอสมีรูปแบบธุรกิจที่ครบวงจรในการดําเนินธุรกิจนี้ ได้แก่ กระบวนการผลิต กระบวนการทําการตลาด และกระบวนการจัดจําหน่าย ส่วนลักษณะทางธุรกิจ ในช่วงนี้ของอาร์เอสจะมีความเป็นธุรกิจครอบครัวโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะเห็นได้จากการถือหุ้นที่กระจุกตัว อยู่กับบุคคลในตระกูลเชษฐโชติศักดิ์เป็นส่วนใหญ่ และอํานาจการบริหารจัดการจะรวมศูนย์ อยู่ที่ เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ ช่วงที่สอง พ.ศ. 2525-2545 ถือเป็นช่วงที่อาร์เอสปรับเปลี่ยนแนวทางการทําการตลาด โดยการเจาะกลุ่มผู้ฟังที่เป็นนักเรียน-นักศึกษาเป็นหลักจนประสบความสําเร็จเป็นอย่างสูง พร้อมกันนี้ อาร์เอสยังขยายธุรกิจออกไปในแขนงอื่นๆ เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตลาดเพลงอย่างหนึ่ง ประกอบด้วย ธุรกิจสื่อ ธุรกิจภาพยนตร์ ธุรกิจแฟนคลับ และธุรกิจร้านค่าปลีก ส่วนลักษณะธุรกิจ ยังคงเป็นแบบธุรกิจครอบครัวอยู่ ดังจะเห็นได้จากการถือหุ้นที่ล้วนกระจุกตัวอยู่กับบุคคลในตระกูล เชษฐโชติศักดิ์ทั้งสิ้น และอํานาจการบริหารจัดการจะรวมศูนย์ อยู่ที่สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ช่วงสุดท้าย พ.ศ. 2545-2552 เป็นช่วงที่อาร์เอสแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน พร้อมกับเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสื่อ นั่นคือ การเข้ามาของระบบดิจิทัลและ เทคโนโลยีสารสนเทศจนทําให้พฤติกรรมในการบริโภคเพลงของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป เป็นเหตุ ให้อาร์เอสลดความสําคัญของธุรกิจเพลงลง และหันไปขยายธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจสื่อ ธุรกิจ ภาพยนตร์และละคร ธุรกิจกีฬา และธุรกิจโชว์บิซ (showbiz) ส่วนลักษณะทางธุรกิจนั้น แม้ว่าอาร์- เอสจะมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนแล้วก็ตาม แต่สัดส่วนการถือหุ้นยังคงกระจุกตัวอยู่กับบุคคลใน ตระกูลเชษฐโชติศักดิ์เป็นส่วนใหญ่เพื่อรักษาอํานาจความเป็นเจ้าของและสิทธิในการบริหารนั่นเอง
  • กีฬาดาบไทยและกีฬาดาบสากลกับบทบาทต่อนโยบายของรัฐ พ.ศ.2508-2555

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของกีฬาดาบไทย และกีฬาดาบสากลที่มีต่อนโยบาย ของรัฐ ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2508-2555 โดยผลการศึกษาพบว่ากีฬาทั้งสองชนิดมีบทบาทที่สอดคล้องและ ตอบสนองต่อนโยบายด้านการกีฬาของรัฐในการใช้กีฬาเพื่อจัดการกับประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งความพยายามในการจัดการประชาชนของรัฐไม่เพียงแต่ปรากฏในกีฬาทั้งสองชนิดหรือกีฬาชนิดอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ทั่วไปทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน การใช้กีฬาเพื่อจัดการกับประชาชนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่กีฬาเป็นเครื่องมือหนึ่งของ ชนชั้นนำที่ใช้ในการขัดเกลา และสร้างลักษณะที่พึงประสงค์ให้แก่ประชาชน เพื่อตอบสนองต่อการ เปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่กำลังเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกโดยมีเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจเรื่องกีฬาแก่ประชาชน อีกทั้งกีฬาตามแบบเจ้าพระยา ธรรมศักดิ์มนตรียังคงมีอิทธิพลสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ในช่วงเวลาต่อมากีฬาไม่เพียงแต่ขัดเกลาลักษณะนิสัยของประชาชนเท่านั้น แต่ยังมี บทบาทในฐานะเครื่องมือในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านการเข้าร่วมการแข่งขัน และการ เป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือของรัฐที่ใช้แก้ปัญหาต่างๆ ภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเช่น เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการกับปัญหาคอมมิวนิสต์ของรัฐ หรือการใช้กีฬาโดยมีนักกีฬาที่มีชื่อเสียงเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน การดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐในช่วงเวลาต่างๆ สมาคมกีฬาไทยฯ ที่ รับผิดชอบกีฬาดาบไทย และสมาคมฟันดาบฯ ล้วนมีการดำเนินงานที่สอดคล้อง และตอบสนองต่อ นโยบายของรัฐเกี่ยวกับกีฬามาโดยตลอด กีฬาทั้งสองชนิดจึงมีบทบาทในการเป็นเครื่องมือของรัฐใน การจัดการกับประชาชน การศึกษาบทบาทของกีฬาทั้งสองจึงเป็นการศึกษาที่ชี้ให้เห็นกระบวนการใน การจัดการประชาชนของรัฐผ่านหน่วยงานต่างๆ ในสังคมไม่เพียงแต่ในวงการกีฬาเท่านั้น
  • การศึกษากระแส “ครูบาคติใหม่” ในภาคเหนือของไทย พุทธทศวรรษ 2530-2550

    งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาปรากฏการณ์การเกิดขึ้นและการขยายตัวของกระแส “ครูบาคติใหม่” ในภาคเหนือของไทยช่วงทศวรรษ 2530-2550 โดยเสนอว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการรับรู้และความเข้าใจต่อเรื่องราวเกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยของคนในปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นจากกระแส การผลิตซ้ำและสร้างภาพลักษณ์ครูบาศรีวิชัยตั้งแต่ทศวรรษ 2470 และ ถูกตอกย้ำด้วยกระแสล้านนา นิยมในทศวรรษ 2530 ทำให้ครูบาศรีวิชัยกลายเป็นการรับรู้และความเข้าใจหลักในฐานะบุคคลสำคัญ ของท้องถิ่นเกจิสำคัญรูปหนึ่งของพุทธศาสนาไทย และกลายเป็นต้นแบบและความหมายของคำว่า “ครูบา”ความเข้าใจดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งในภาคเหนือพยายามเชื่อมโยงตนเองกับ ภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัย ซึ่งในงานวิจัยนี้เรียกพระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวว่า “ครูบาคติใหม่” โดยการศึกษาแบ่งออกเป็น 4 บท (ไม่รวมบทนำและบทสรุป) บทที่ 2 เป็นการศึกษาพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่า “ครูบา” ในวัฒนธรรมล้านนา โดยมีจุดเริ่มต้นจากการตั้งข้อสังเกตต่อการเพิ่มขึ้นจำนวนมากของการนำคำ ดังกล่าวไปใช้ในกลุ่มพระสงฆ์ในภาคเหนือ หรือที่เรียกว่า “กลุ่มครูบาคติใหม่” บทที่ 3 เป็นการศึกษา กระแสการผลิตซ้ำและการสร้างภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัยที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 2470 และยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เพื่อให้เห็นพื้นฐานการรับรู้และความเข้าของคนในปัจจุบันต่อคำว่า “ครูบา” และ “ครูบาศรีวิชัย” โดยมีข้อสังเกตที่เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์ ในภาคเหนือที่มักนำเสนอและเชื่อมโยงตัวเองกับเรื่องราวของครูบาศรีวิชัย ซึ่งทั้ง 2 บทนี้สามารถตอบ ค าถามได้ว่ากระแส “ครูบาคติใหม่” เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และ “ครูบาคติใหม่” มีลักษณะอย่างไร บทที่ 4 และ 5 เป็นการศึกษาให้เห็นถึงการขยายตัวของกลุ่มครูบาคติใหม่ในสังคม ปัจจุบัน โดยบทที่ 4 เป็นการศึกษาเกี่ยวกับความคาดหวังที่เกิดจากพื้นฐานความเชื่อทางศาสนาและความไม่มั่นคงในการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมปัจจุบัน อันเป็นแรงจูงใจที่ทำให้คนในสังคมเลือกที่ จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ศรัทธาครูบาคติใหม่ และบทที่ 5 เป็นการศึกษาการปรับตัวและการนำเสนอภาพลักษณ์ตัวตนของครูบาคติใหม่ที่สามารถสอดรับและตอบสนองความคาดหวังของผู้คนใน สังคมได้อย่างลงตัว สามารดึงดูดความสนใจและความศรัทธาของผู้คนให้แก่กับตัวของครูบาคติใหม่ เพิ่มมากยิ่งขึ้น
  • การผลิตสามก๊ก ในบริบทของสังคมไทย พ.ศ. 2480-2550

    วิทยานิพนธ์นี้ มุ่งศึกษาการผลิตใหม่ของวรรณกรรมจีนคลาสสิกเรื่อง “สามก๊ก” ที่ สะท้อนภาพในบริบทของสังคมไทย ระหว่าง พ.ศ. 2480-2550 ซึ่งเริ่มมีการผลิตสามก๊กใหม่ที่แตกต่าง ไปจากแค่การแปลและจากสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) นําไปสู่การทําให้สามก๊กได้เป็นที่ นิยมในสังคมไทยมานาน และมีความร่วมสมัย แตกต่างไปจากวรรณคดีโบราณทุกเรื่องในไทย จากการศึกษาพบว่า สามก๊ก เป็นวรรณคดีจีนคลาสสิกที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย มากมาตั้งแต่สมัยโบราณ กระทั่งเริ่มมีการพิมพ์สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่แท้จริงแล้ว ความนิยมในสามก๊กที่แพร่หลายเข้าสู่คนอ่านทั่วไปนั้น เริ่มเกิดขึ้นจากการผลิตสามก๊กใหม่ของ นักเขียนรุ่นครู่ที่เริ่มสร้างผลงานตั้งแต่พ.ศ. 2480 ภายใต้บริบทของสังคมไทยในแต่ละช่วงเวลาที่ทําให้ นักเขียนและตัวบทของสามก๊กเองได้มีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมการเมืองไทยด้วยการ เป็นนิทานยอดนิยมและเสียดสีการเมืองการเป็นพิชัยสงครามของทหาร แล้วดัดแปลงสู่หนังสือคู่มือ หรือ ฮาวทู (How-To) และเป็นหนังสือตลาดที่ขายดี กระทั่งเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและคอรัปชั่นทางการเมืองในพ.ศ.2540 การผลิตสามก๊ก ได้มีความจริงจังในด้านของการทําให้เป็นคัมภีร์แห่งความรู้ที่เป็นระบบและอธิบายได้ด้วยหลักการ บริหารที่มีความร่วมสมัย อีกทั้งการที่มีนักเขียนและสํานักพิมพ์บางแห่งได้นําสามก๊กมาใช้เป็น เครื่องมือเพื่อสะท้อนภาพและพฤติกรรมของนักการเมืองไทยในช่วงเวลาที่ประเทศกําลังประสบ ปัญหาทางเศรษฐกิจและคอรัปชั่น ทําให้สามก๊กมีความร่วมสมัยที่จับต้องกับชีวิตประจําวันของผู้คน ได้มากขึ้น นับว่าเป็นการสร้างที่ทางพิเศษสําหรับสามก๊กในสังคมไทย ดังนั้น การผลิตสามก๊กจึงน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่สําคัญในการจะดัดแปลงและผลิต วรรณคดีหรือวรรณกรรมไทยโบราณที่อยู่บนหิ้งให้มีความร่วมสมัยมากขึ้นโดยที่ไม่ได้เสียคุณค่าสาระดั้งเดิมไปได้
  • การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และความคิดของ ดร.อัมเบดการ์ :การสำรวจเชิงวิเคราะห์

    จุดประสงค์ของวิทยานิพนธ์นี้คือ การศึกษาเกี่ยวกับการที่นักวิชาการในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น อินเดีย ตะวันตก และไทย พวกเขาได้ทำการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และความคิดของ ดร.อัมเบดการ์ อย่างไร และการสำรวจเชิงวิเคราะห์นี้ได้ย้อนกลับไปศึกษางานเขียนที่เขียนเกี่ยวกับความคิดของ ดร.อัมเบดการ์ ตั้งแต่ช่วงระหว่างปี ค.ศ.1954 ถึง 2014 จากงานเขียนทางวิชาการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าดร.อัมเบดการ์ มีอิทธิพลต่อกลุ่มชนนอกวรรณะและนักการเมืองทั้งในด้านทางปัญญา ทางจิตใจ และ ทางปฏิบัติ ฉะนั้นจึงสามารถจำแนกประเภทภาพลักษณ์ของ ดร.อัมเบดการ์ ออกเป็น 3 ลักษณะอันประกอบด้วย 1) มหาบุรุษ 2) พระผู้ลงมาโปรดหรือพระโพธิสัตว์ และ 3) ผู้มีความคิดสมัยใหม่ วิทยานิพนธ์นี้ได้พิสูจน์ว่าภาพลักษณ์ของ ดร.อัมเบดการ์ ในฐานะผู้มีความคิดสมัยใหม่ นั้นถูกสร้างขึ้นโดยนักวิชาการ ผู้ซึ่งมองเห็นว่า ดร.อัมเบดการ์ เป็นเสมือนชาวตะวันตก เพราะดร.อัมเบดการ์ เชื่อมั่นในทฤษฎีเสรีนิยมหรือสังคมนิยมประชาธิปไตย คือ วิถีทางในการท าลายระบบ วรรณะ ในอีกแง่มุมหนึ่งมหาบุรุษและพระผู้ลงมาโปรดหรือพระโพธิสัตว์ คือ ภาพลักษณ์ของดร.อัมเบดการ์ ที่ถูกสร้างให้เป็นเสมือนเทพเจ้าแทนที่เทพเจ้าฮินดูโดยกลุ่มชนนอกวรรณะ ดังนั้นอาจ กล่าวได้ว่ากลุ่มชนนอกวรรณะเชื่อมั่นในตัวตนของ ดร.อัมเบดการ์ ผู้ซึ่งเป็นคนปลดปล่อยพวกเขาออก จากความทุกข์ในระบบวรรณะผ่านการเปลี่ยนศาสนาจากฮินดูมาสู่พุทธหรือตามค ากล่าวของ ดร.อัมเบดการ์ คือ นวยาน (หนทางใหม่) นอกจากนี้ นักการเมืองโดยทั่วไปมักนิยมใช้ภาพลักษณ์ของ ดร.อัมเบดการ์ ในฐานะมหาบุรุษเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
  • การปฏิบัติต่อเชลยในสยามช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

    การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อเชลยโดยรัฐบาลสยาม ตั้งแต่การเข้าร่วม สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 จนถึงสงครามจบลงในปี พ.ศ. 2461 การศึกษาเน้นประเด็นเรื่องนโยบายของรัฐบาลสยาม หลักการในการด าเนินนโยบาย ปัจจัยที่ส่งผลต่อ หลักการ และความเข้าใจของรัฐบาลสยามต่อกฎหมายนานาชาติ วิธีการศึกษาเป็นการศึกษาจาก หลักฐานชั้นต้น โดยใช้เอกสารกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัชกาลที่ 6 การศึกษาพบว่านโยบายของรัฐบาลสยามคือการระบายชาวเยอรมันและออสเตรีย-ฮัง การี่ออกจากราชการสยาม การกักขังและการถอดสัญชาติเชลย การจับเชลยเน้นไปที่เชลยเพศชาย ตั้งแต่อายุ 12 ปี ขึ้นไป เชลยเพศชายถูกควบคุมตัวโดยกองทัพบกที่โรงพยาบาลปากคลองหลอด ขณะที่เชลยเพศหญิงและเด็กถูกควบคุมตัวโดยตำรวจนครบาลที่คลับเยอรมันในเขตสีลม เรือ เยอรมันถูกยึดโดยกองทัพเรือและประกาศขายผ่านศาลทรัพย์เชลย ระเบียบการควบคุมเชลย ค่อนข้างผ่อนปรน มีการจัดชนชั้นเชลยเป็น 4 ชนชั้น ตามความสัมพันธ์ที่เคยมีต่อรัฐบาลสยาม ทหารควบคุมเชลยจากภายนอกค่ายในเวลาปกติ เชลยได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาลสยาม เงิน เบี้ยเลี้ยงเหล่านี้คือเงินรัฐบาลสยามยึดไว้หรือเงินจากการประมูลทรัพย์สินของเชลยผ่านศาลทรัพย์ เชลย การแพทย์เป็นหน้าที่ของแพทย์ประจำค่ายหรือบุคคลภายนอก เชลยสามารถออกไปทำการ รักษาที่ภายนอกค่ายผ่านคำอนุญาตของแม่ทัพกองทัพน้อย การรักษาผลประโยชน์และความ เป็นอยู่ของเชลยเป็นหน้าที่ของราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำสยาม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยการรับคำร้อง ของเชลยหรือรัฐบาลเยอรมันแล้วส่งให้รัฐบาลสยามพิจารณา ต่อมา รัฐบาลสยามส่งเชลยไปอยู่ที่ อินเดียตามข้อเสนอของรัฐบาลอังกฤษ การศึกษานโยบายต่อเชลยท าให้ค้นพบว่าหลักการปฏิบัติต่อเชลยของรัฐบาลสยาม สามารถสรุปได้เป็น 4 หลักการ ได้แก่ การปฏิบัติด้วยความรัดกุม การปฏิบัติด้วยความผ่อนปรน การ ปฏิบัติโดยคำนึงต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลของอังกฤษหรือประเทศสัมพันธมิตรอื่นๆ ปัจจัยที่ส่งผลต่อหลักการทั้ง 4 คือ 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ความมั่นคงของรัฐบาลสยาม ความสัมพันธ์ของ เชลย ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเจรจาต่อรองกับรัฐบาลเยอรมัน และการยอมรับจากกลุ่มประเทศ สัมพันธมิตร ประเด็นความเข้าใจของรัฐบาลสยามต่อหลักการนานาชาติ พบว่ารัฐบาลสยามมี ความเข้าใจต่อหลักการนานาชาติอย่างดีเยี่ยม รัฐบาลสยามสามารถอ้างกฎนานาชาติบางข้อเพื่อใช้ เป็นประโยชน์สำหรับตนเอง จากการเปรียบเทียบกับอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พบว่าสยามมีความคล้ายกับ อังกฤษแค่เปลือกนอก คือมีชุมชนเยอรมันตั้งแต่ก่อนสงคราม มีการใช้พื้นที่สาธารณะในการตั้งค่าย เชลยชั่วคราวและมีการแบ่งชนชั้นเชลย แต่รายละเอียดเบื้องลึกมีความแตกต่าง จากปัจจัยจ านวน เชลยและปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลสยามแตกต่างจากรัฐบาลอังกฤษโดยสิ้นเชิงคือระบอบ การเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งท าให้รัฐบาลสยามดำเนินนโยบายอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดกว่า
Browse all / ดูทั้งหมด