ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาญี่ปุ่นศึกษา

  • การใช้แผนผังเชื่อมโยงคันจิของผู้เรียนชาวไทยในระดับกลางตอนต้น

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้คันจิผ่านการใช้ แผนผังเชื่อมโยงคันจิ โดยพิจารณาจากการเปรียบเทียบจำนวนคันจิและคำศัพท์ ลักษณะคันจิและ คำศัพท์ที่ผู้เรียนเรียนในแผนผังเชื่อมโยงคันจิในแต่ละครั้ง กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้คือนักศึกษา วิชาเอกภาษาญี่ปุ่น ระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่ากับข้อสอบ JLPT ระดับ N4-N5 จ านวน 8 คน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างสร้างแผนผังเชื่อมโยงคันจิโดยเชื่อมโยงออกจากบุชุ (扌, 氵, 言) ไปยังคันจิและคำศัพท์ จ านวน 7 ครั้ง หลังจากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามความคิดเห็นและทัศนคติและสัมภาษณ์ ได้ผลการศึกษาดังนี้ 1) ผู้เรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้แผนผังเชื่อมโยงคันจิ โดยมีความคิดเห็นว่า แผนผังเชื่อมโยงคันจิช่วยฝึกจินตนาการ และช่วยทำให้ทบทวนคำศัพท์ที่ได้เรียนมาแล้วได้ ผู้เรียนให้ ความสนใจในการเขียนแผนผังเชื่อมโยงคันจิเนื่องจากผู้รู้ยีนต้องการเขียนแผนผังเชื่อมโยงคนจิโดยใช้ บุชุตัวอื่น ๆ เพิ่มด้วย 2) แผนผังเชื่อมโยงคันจิสามารถใช้เป็นเครื่องมือทบทวนความจำและทดสอบความ เข้าใจในอักษรคันจิและคำศัพท์ที่ผู้เรียนเรียนรู้มาแล้ว ซึ่งพบการเขียนผิด 3 สาเหตุ คือ เขียนผิด เพราะประมาท เขียนผิดเพราะสับสนตัวอักษร และเขียนผิดเพราะเข้าใจผิดจากเสียงอ่าน จึงสามารถ ประเมินและชี้แนะแก้ไขผู้เรียนรายบุคคลได้ 3) การฝึกเขียนแผนผังเชื่อมโยงคันจิ ถ้าผู้เรียนไม่มีตัวกระตุ้นความคิดผู้เรียนจะ เขียนคำศัพท์ได้น้อย จึงเป็นความรู้เชิงประจักษ์ (Explicit Knowledge) แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) และต้องส่งเสริมให้มีการฝึกทำอย่างต่อเนื่อง 4) ผู้เรียนสร้างแผนผังเชื่อมโยงคันจิได้ตามรูปแบบการเชื่อมโยงของผู้วิจัย แต่ผู้เรียน ยังไม่สามารถคัดเลือกคำศัพท์มาใช้แผนผังเชื่อมโยงคันจิได้อย่างเหมาะสม และผู้เรียนไม่มีคลังคำศัพท์ อย่างเพียงพอที่จะเขียนคำศัพท์ได้จำนวนมาก
  • การสอนตัวอักษรคาตาคานะให้แก่ผู้เรียนชาวไทย กรณีศึกษานักเรียนอาชีวศึกษา

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนตัวอักษรคาตาคานะของ ผู้เรียนโดยใช้สื่อการสอนที่สร้างขึ้นจากวิธีการคิดเชื่อมโยงภาพและเรื่องราวโดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน การจัดทำ นอกจากนี้ยังศึกษาประสิทธิผลในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนตัวอักษรคาตาคานะผ่าน สื่อการสอนที่จัดทำด้วยวิธีการคิดเชื่อมโยงภาพและเรื่องราว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนจากวิทยาลัยอา ชีวเสาวภา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 ที่เรียนภาษาญี่ปุุนเป็นวิชาเลือก และไม่ เคยมีพื้นฐานการเรียนตัวอักษรภาษาญี่ปุุนทั้ง 3 แบบ (ฮิรางานะ คาตาคานะ และคันจิ) โดยแบ่งเป็น กลุ่มควบคุม 40 คน สอนโดยใช้บัตรตัวอักษรคาตาคานะเท่านั้น และกลุ่มทดลอง 40 คน สอนโดยใช้ สื่อการสอนที่สร้างขึ้นจากวิธีการคิดเชื่อมโยงภาพและเรื่องราวโดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ส่วนคือ 1) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียนตัวอักษรคาตาคานะ 2) แบบทดสอบหลังเรียนตัวอักษรคาตาคานะเมื่อผ่านไป 1 เดือน 3) แบบสอบถามความคิดเห็นและ ความคาดหวังต่อการเรียนภาษาญี่ปุุน 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อการเรียนสื่อ การสอนและการมีส่วนร่วมในการจัดทำ ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่ม ทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมทั้งการทดสอบหลังเรียนเสร็จทันทีและหลังเรียนผ่านไป 1 เดือน และการสอนตัวอักษรคาตาคานะโดยใช้สื่อการสอนที่สร้างขึ้นจากวิธีการคิดเชื่อมโยงภาพและเรื่องราวโดยให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดทำนั้นสามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้กับผู้เรียนได้
  • การศึกษาประสิทธิผลการฝึกแชโดอิ้งเพื่อพัฒนาการออกเสียงสูงต่ำของ คํายืมภาษาญี่ปุ่นในภาษาไทย

    การรับอิทธิพลจากประเทศญี่ปุ่นของไทยทําให้มี “คํายืมภาษาญี่ปุ่น”เข้ามาเป็นจํานวน มากและเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยระบบการออกเสียงที่ต่างกัน ภาษาไทยมีการออกเสียงตามวรรณยุกต์ (tone accent) ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นเป็นการออกเสียงแบบเน้นเสียงสูงต่ํา (pitch accent) ทําให้มี การเน้นเสียงที่ต่างไปจากภาษาเดิม เช่น karate คาราเต้, sumoo ซูโม้ เป็นต้น จึงพบว่ามีการ แทรกแซงของภาษาแม้ทําให้การออกเสียงสูงต่ําผิดเพี้ยนโดยเฉพาะในผู้เรียนชั้นต้น ปัจจุบันพบว่ามี งานวิจัยจํานวนมากที่ใช้เทคนิคแชโดอิ้งมาช่วยแก้ไขปัญหาการออกเสียงผิดในผู้เรียน งานวิจัยเชิง ทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของวิธีการฝึกแชโดอิ้งในการแก้ไขปัญหาการออก เสียงสูงต่ำของคํายืมภาษาญี่ปุ่น โดยใช้รูปแบบของการออกเสียงสูงต่ำในคําเป็นตัวชี้วัดความถูกต้องใน การออกเสียง กลุ่มเป้าหมายคือ พนักงานบริษัท K ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นชั้นต้นภายในบริษัทจํานวน 7 คน เก็บข้อมูลโดยวิธีการบันทึกเสียงคํายืมจํานวน 17 คํา ก่อนฝึก ระหว่างฝึก และหลังเสร็จสิ้นการฝึก 2 สัปดาห์ละการสัมภาษณ์ ใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล 3 เดือน โดยใช้โปรแกรม SPSS (paired samples t-test) เป็นเครื่องมือในการทดสอบค่าเฉลี่ยระหว่างก่อนและหลังฝึกแชโดอิ้ง ผลการศึกษาพบว่า 1) การฝึกแชโดอิ้งสามารถพัฒนาการออกเสียงสูงต่ำของคํายืม ภาษาญี่ปุ่นในผู้เรียนชั้นต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง โดยอัตราความถูกต้องจะดีข้ึนอย่างเห็น ได้ชัดหลังผ่านฝึกไป 3 ครั้งเมื่อเทียบกับก่อนการฝึก (t=-4.65, P<0.05, Sig.=0.003) 2) ประสิทธิผล ของการฝึกแชโดอิ้งจะแปรผันเมื่อขาดการฝึกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ โดยมีทั้งผู้ที่ออก เสียงสูงต่ำได้ดีขึ้นและแยกลงปะปนกันไป 3) คํายืมภาษาญี่ปุ่นที่มีรูปแบบเสียงสูงต่ําซึ่งแม้จะฝึกแล้วก็ ยังพัฒนาได้ยากคือคําว่า เกี๊ยวซ่า 「ぎょうざ○●● (เสียงเรียบ) 」, โชยุ「ょうゆ○●● (เสียง เรียบ) 」, คาราเต้「からて○●● (เสียงเรียบ) 」, วาซาบิ 「わさび●○○ (หัวสูง)」,หัวข้อวิทยานิพนธ์ การศึกษาประสิทธิผลการฝึกแชโดอิ้งเพื่อพัฒนาการออก เสียงสูงต่ำของคํายืมภาษาญี่ปุ่นในภาษาไทย ชื่อผู้เขียน นางสาวธนพร ศรีวุฒิพงศ์ ชื่อปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ญี่ปุ่นศึกษา) สาขาวิชา/คณะ/มหาวิทยาลัย สาขาวิชาญี่ปุ่นศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ รองศาสตราจารย์ ทัศนีย์ เมธาพิสิฐ ปีการศึกษา 2559 ยากูซ่า「やくざ●○○ (หัวสูง) และ นัตโต 「なっとう○●●○ (กลางสูง)ส่วนคํายืมที่กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าออกเสียงยากคือคําว่า นัตโต 「なっとう ○●●○ (กลางสูง)」เทปปังยากิ 「てっぱんやき ○●●●●● (เสียงเรียบ)」และ เคนโด 「けんどう●○○○(หัวสูง)โดยรูปแบบเสียงสูงต่ำที่แตกต่างกันทั้ง 3 แบบ ไม่ได้มีอิทธิพลที่ทําให้ผู้เรียนรู้สึกว่าแบบใดแบบหนึ่งออก เสียงยาก หากแต่การแทรกแซงเชิงลบในการออกเสียงแบบภาษาไทยเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้รู้สึกว่า ออกเสียงสูงต่ำได้ยาก
  • การศึกษาความสามารถในการอ่านและกลวิธีในการคาดเดาเสียงอ่าน ชื่อคนญี่ปุ่น : กรณีศึกษาผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย

    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสามารถในการอ่านชื่อคนญี่ปุ่นของ ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทยที่ศึกษาภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเอก โดยใช้แบบสอบถามและแบบทดสอบที่จัดทำขึ้นเป็นเครื่องมือในการวิจัย จากนั้นจึงวิเคราะห์กลวิธีในการคาดเดาเสียงอ่านคันจิในชื่อคนญี่ปุ่น จากการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนที่ได้คะแนนในระดับสูงมีเพียงร้อยละ 2.38 เป็นผู้เรียนที่สอบ ผ่านวัดระดับภาษาญี่ปุ่น(JLPT)ระดับ N2 ขึ้นไป ชื่อคนญี่ปุ่นที่มีผู้ตอบถูกมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 前田(ร้อยละ 93.65) 高橋(ร้อยละ 65.08) และ 佐藤 กับ 渡辺(ร้อยละ 53.17) ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการอ่านชื่อคนญี่ปุ่น ได้แก่ ระดับ JLPT ของผู้เรียน ประสบการณ์ในการไปเยือน ประเทศญี่ปุ่นของผู้เรียนและประสบการณ์การทำงานที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นของผู้เรียน อย่างไรก็ตามความ แตกต่างของงานไม่มีผลต่อความสามารถในการอ่านชื่อคนญี่ปุ่น กลวิธีในการคาดเดาเสียงอ่านชื่อคน ญี่ปุ่นที่พบมากที่สุดคือถอดเสียงอ่านคันจิทีละตัว จากการศึกษาสรุปได้ว่าผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทยยังขาดความสามารถในการอ่านชื่อ คนญี่ปุ่นแม้จะเป็นชื่อที่มีความถี่ปรากฏสูง ผู้สอนจึงควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เห็นชื่อคนญี่ปุ่นและ แนะนำวิธีการอ่านในชั้นเรียนให้มากขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้ผู้เรียนรับข้อมูลเกี่ยวกับชื่อคนญี่ปุ่นนอกชั้น เรียนให้มากยิ่งขึ้นด้วย
  • การจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกรณีศึกษา ชุมชนโอหงิมาจิ หมู่บ้านชิราคาว่าโก จังหวัดกิฝุ ประเทศญี่ปุ่น

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ของชุมชนโอหงิมาจิ โดยในการศึกษาจะแบ่งข้อมูลออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) พัฒนาการการจัดการการ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนโอหงิมาจิ 2) แนวทางในการจัดการทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรมของชุมชนโอหงิมาจิ และ 3) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมรดกวัฒนธรรมจากการท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรมของชุมชนโอหงิมาจิ ข้อมูลทั้ง 3 ส่วนได้รวบรวมขึ้นเพื่อน ามาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง ของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมในชุมชนโอหงิมาจิหลังจากมีการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชนและ ประสิทธิผลการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมจากการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเก็บข้อมูลภาคสนาม ตั้งแต่วันที่ 22 – 23 มีนาคม ค.ศ. 2013 วันที่ 14 – 22 ตุลาคม ค.ศ. 2013 วันที่ 29 – 30 ธันวาคม ค.ศ. 2014 วันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 2015 โดยมุ่งศึกษาจากกลุ่มประชากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรมของชุมชนโอหงิมาจิ ในส่วนของอุปาทานในการจัดการการท่องเที่ยวและชุมชนผู้เป็น เจ้าของมรดกวัฒนธรรม ผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงในการ อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นหลังจากมีการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชนโอหงิมาจิ การศึกษา พบว่า การจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนโอหงิมาจินั้น เป็นกระบวนการที่มีความเป็น พลวัต มีการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการจัดการอันเป็นผลมาจากผลกระทบจากการ ท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวกว่า 60 ปีส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ 3 ประการ อันได้แก่ 1) การขยายการรับรู้คุณค่ามรดกวัฒนธรรมใน ชุมชน 2) การสร้างระบบในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง 3) การเปลี่ยนผ่าน จากการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบมหาชน (Mass Tourism) สู่การจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ส่วนที่สองเป็นการประเมินประสิทธิผลการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมจากกระบวนการการ จัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน การศึกษาพบว่า ชุมชนโอหงิมาจิสามารถขยายขอบเขต ในการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมได้มากขึ้น ทั้งในด้านความเป็นของแท้ (Authenticity) และ ความสมบูรณ์ในลักษณะองค์รวม (Integrity) ของแหล่งมรดก ชุมชนสามารถกระจายผลประโยชน์ให้กับ สมาชิกในชุมชนจากการนำเสนอมรดกวัฒนธรรมแก่นักท่องเที่ยวตลอดจนชุมชนมีการศึกษาและ ทบทวนการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากผลกระทบที่เกิดขึ้นทุกปีทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาเพิ่ม ประสิทธิภาพในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
  • การขึ้นสู่อำนาจของเซงโงะกุไดเมียวในช่วงสมัยสงครามกลางเมอืง ค.ศ. 1467-1573: กรณีศึกษา ตระกูลโมริ

    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการขึ้นสู่อำนาจของผู้ที่ขึ้นเป็นเซงโงะกุไดเมียว และศึกษาปรากฏการณ์การล้มล้างอำนาจผู้อยู่ในสถานะสูงกว่าหรือปรากฏการณ์ “เกะโกะกุโจ” เพื่อ ตอบคำถามวิจัยว่า ผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจเป็นเซงโงะกุไดเมียวมีการจัดการไม่ให้เกิดเกะโกะกุโจจาก ลูกน้องใต้ปกครองอย่างไร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เอกสารชั้นรองที่เป็น ภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น และใช้เอกสารชั้นต้นมาประกอบการอธิบายในบางส่วนของวิทยานิพนธ์ เป้าหมายการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ตระกูลโมริในสมัยที่โมริ โมะโตะนะริเป็นหัวหน้าตระกูล ตระกูลโมริเป็นเซงโงะกุไดเมียวที่มีอำนาจมากแต่ไม่ได้มีสถานะที่มาจากการแต่งตั้งของส่วนกลาง แต่ สามารถพัฒนาอำนาจขึ้นมาเป็นผู้ปกครองอิสระในช่วงสมัยเซงโงะกุ และป้องกันการเกิดเกะโกะกุโจ จากตระกูลอิโนะอุเอะซึ่งเป็นลูกน้องใต้ปกครองได้ ผลของการศึกษาพบว่า โมริ โมะโตะนะริขึ้นสู่อำนาจในฐานะผู้เป็นนายได้โดย 1) การใช้ สิทธิการเป็นผู้สืบทอดต าแหน่งหัวหน้าตระกูลจากการเป็นลูกชายคนรองและการเสียชีวิตของอดีต หัวหน้าตระกูลทั้งหมด 2) การเข้าร่วมศึกต่างๆ อันนำมาซึ่งบารมีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงทรัพยากรทั้งลูกน้อง และที่ดินที่มากขึ้น 3) การผูกมิตรกับนักรบอื่นๆ โดยใช้ความสัมพันธ์ทางบุคคล เช่น ส่งลูกชายไปเป็น ลูกบุญธรรม ส่งลูกสาวไปเป็นตัวประกันทางการเมือง 4) การสนับสนุนจากลูกน้องและการยอมรับ จากลูกน้องในฐานะคนกลางของกลุ่ม ส่วนตระกูลอิโนะอุเอะนั้นเป็นลูกน้องของตระกูลโมริจากหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า 1) ตระกูลอิโนะอุเอะสาบานว่าจะรับใช้เนื่องจากได้รับที่ดินจากตระกูลโมริ 2) ลำดับการนั่งของตระกูลอิโนะอุเอะที่อยู่รวมกับลูกน้องคนอื่นๆ และอยู่ต่ำกว่าตระกูลโมริ 3) ตระกูลอิโนะอุเอะร่วมลงชื่อพร้อม ลูกน้องคนสำคัญอื่นๆ เพื่อเชิญให้โมริ โมะโตะนะริเป็นหัวหน้าตระกูล เนื่องด้วยอิทธิพลของตระกูลอิโนะอุเอะที่ยากเกินควบคุมและความประพฤติของพวก เขาถือได้ว่าไม่เคารพผู้เป็นนาย โมริ โมะโตะนะริจึงก าจัดตระกูลอิโนะอุเอะและสร้างความชอบธรรม ในการลงโทษนั้นด้วยการ 1) ประกาศความผิดและการกระทำที่ไม่สมควรของตระกูลอิโนะอุเอะ นับตั้งแต่อดีต 2) ส่งจดหมายไปยังนักรบที่มีอำนาจใหญ่กว่าให้รับรองและเห็นชอบกับการลงโทษนี้ 3) ออกเอกสารให้ลูกน้องคนอื่นๆ ลงนามยอมรับการลงโทษนี้ในภายหลัง 4) อ้างอิงเหตุการณ์เกะโกะกุโจ ในอดีตที่เกิดขึ้นกับตระกูลอื่นที่อยู่ในสถานะผู้เป็นนาย เพื่อเน้นย้ำว่าสิ่งที่ตระกูลอิโนะอุเอะทำนั้นเข้า ข่ายการล้มล้างอำนาจและหากปล่อยไว้ตระกูลโมริอาจถูกล้มล้างได้เช่นกัน การป้องกันการเกิดเกะโกะกุโจจากตระกูลอิโนะอุเอะทำให้ตระกูลโมริกำจัดกลุ่มคนที่ เป็นภัยต่อความมั่นคงและอำนาจของตระกูลโมริไปได้ รวมถึงยังสร้างอำนาจเด็ดขาดเหนือกลุ่มลูกน้อง ที่เหลืออยู่ ซึ่งกลุ่มลูกน้องย่อมเป็นฐานกำลังสำคัญในการทำศึกเพื่อขยายดินแดนหรือป้องกันการ รุกรานจากนักรบอื่นๆ ในช่วงสมัยแห่งการสู้รบนี้
Browse all / ดูทั้งหมด