ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ทุกสาขาวิชา)

  • ภาพสะท้อนของสังคมบรูไนในยุคก่อนประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ ผ่านวรรณกรรมไทยเรื่อง “บุหลันลบแสงสุรยา-บรูไน” โดย’รงค์ วงษ์สวรรค์

    งานศึกษาชิ้นนี้เป็นการศึกษาภาพสะท้อนสังคมของประเทศบรูไนในยุคก่อนประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ ผ่านวรรณกรรมในรูปแบบสารคดีที่มีชื่อว่า”บุหลันลบแสงสุรยา-บรูไน” โดย’รงค์ วงษ์สวรรค์ งานศึกษาชิ้นนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่างๆ, ศึกษาข้อมูลจากเอกสารต่างๆทั้งตัวบทวรรณกรรม (Text), แนวคิดภาพสะท้อน, แนวคิดประเภทของสถาบันทางสังคม และทฤษฎีการวิจารณ์สาขารูปแบบนิยม (Formalist Criticism) เพื่อนำเสนอและอภิปรายภาพสะท้อนของสังคมประเทศบรูไนในยุคก่อนประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการผ่านวรรณกรรม ตลอดจนเพื่อทำความเข้าใจรูปแบบของตัวบทวรรณกรรมที่ปรากฏ จากการศึกษาเพื่อนำเสนอและอภิปรายภาพสะท้อนของสังคมประเทศบรูไนในยุคก่อนประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการผ่านวรรณกรรมภายใต้แนวคิดภาพสะท้อนและแนวคิดประเภทของสถาบันทางสังคมทั้ง 5 ประเภทนั้น พบว่าในสถาบันการเมือง(การปกครอง) วรรณกรรมได้สะท้อนภาพพระราชอำนาจนำของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมผ่านความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับประชาชน อีกทั้งยังสะท้อนภาพของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายของประเทศบรูไนอันเป็นที่มาของการให้อำนาจแก่สุลต่านที่มากขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการภายในประเทศ ในสถาบันเศรษฐกิจ วรรณกรรมได้สะท้อนแง่มุมบางประการผ่านสถาบันเศรษฐกิจ ได้แก่ บริษัทน้ำมันและสำนักงานการลงทุนของบรูไน ตลอดจนกระทั่งการผลิตน้ำมันเพื่อส่งออก อำนาจทางการซื้อที่สูงซึ่งสัมพันธ์กับรายได้และสวัสดิการของชาวบรูเนียน และการค้าขายของชาวจีนที่เข้ามาอาศัยในประเทศบรูไน ในสถาบันศาสนา วรรณกรรมได้สะท้อนความเป็นเอกภาพของสถาบันศาสนาถูกแสดงออกผ่านทางศาสนาอิสลาม ในสถาบันการศึกษา วรรณกรรมได้สะท้อนระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและโอกาสทางการศึกษาเอื้อประโยชน์ให่แก่บรูเนียน ทว่าบรูเนียนมีปัญหาในการไม่ยอมเข้าระบบการศึกษาและในสถาบันครอบครัว วรรณกรรมได้สะท้อนภาพความสัมพันธ์ของสมาชิกครอบครัวของชนเผ่านอิบาน(Iban)เท่านั้น อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมมิได้สะท้อนภาพความสัมพันธ์ของสมาชิกครอบครัวชาวบรูเนียนหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ดังนั้น ตัวบทวรรณกรรมได้สะท้อนภาพของความเป็นบรูเนียนอย่างชัดเจนโดยส่วนใหญ่ในทุกๆสถาบัน เว้นแต่เพียงในเรื่องสถาบันครอบครัว นอกจากนี้ จากการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจตัวบทวรรณกรรมผ่านองค์ประกอบต่างๆภายใต้ทฤษฏีการวิจารณ์สาขารูปแบบนิยม พบว่าองค์ประกอบต่างๆภายใต้ทฤษฏีการวิจารณ์สาขารูปแบบนิยมนั้นมีความหลากหลายและสามารถทำให้เข้าใจภาพของสังคมบรูไนในยุคก่อนการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการได้ชัดเจนมากขึ้น โดยตัวบทได้แสดงให้เห็นปัจจัยหลักๆที่ส่งเสริมภาพความเป็นสังคมบรูไนมากขึ้น ซึ่งได้แก่ ภาพของเศรษฐกิจที่มั่งคั่งในประเทศบรูไน และภาพความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ระหว่างชาวจีนและชาวบรูเนียนซึ่งเชื่อมโยงไปถึงเชื้อชาติมาเลย์และวิถีของศาสนาอิสลาม
  • ปัญหาและอุปสรรคในการขยายตลาดท่องเที่ยวเมืองรอง สำหรับนักท่องเที่ยวตลาดรัสเซีย กรณีศึกษา: จังหวัดพิษณุโลก

    การศึกษาเรื่องปัญหาและอุปสรรคในการขยายตลาดท่องเที่ยวเมืองรอง สาหรับนักท่องเที่ยวตลาดรัสเซีย กรณีศึกษาจังหวัดพิษณุโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อจากัดและอุปสรรคในด้านต่าง ๆ ที่ทาให้นักท่องเที่ยวรัสเซียไม่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก และเพื่อศึกษาแนวทางที่สามารถส่งเสริมให้เกิดการขยายตลาดของการท่องเที่ยวเมืองรอง สาหรับนักท่องเที่ยวตลาดรัสเซีย โดยผู้ศึกษาได้นาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 2 และนโยบายการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 เมือง มาทาการศึกษา ผลจากการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคในการขยายตลาดท่องเที่ยวเมืองรองในประเทศไทย มีดังนี้ 1) ปัญหาด้านนโยบายของภาครัฐ เป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศใช้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อส่งเสริมให้เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวนั้น แต่ในทางปฏิบัติขาดการจัดการเรื่องสุขลักษณะที่เปิดมาตราฐาน อย่างเช่น ห้องน้าแบบนั่งย่อง นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่คุ้นเคยจึงไม่สามารถใช้ห้องน้าได้อย่างสะดวก 2) การขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญทางด้านภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษารัสเซียถือเป็นปัญหาและอุปสรรคที่สาคัญ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการเปิดการเรียนการสอนภาษารัสเซียอย่างแพร่หลาย และนักท่องเที่ยวรัสเซียส่วยใหญ่พูดได้แต่ภาษารัสเซีย ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้3) โปรแกรมท่องเที่ยวเมืองรอง เมื่อนามาเชื่อมโยงกับโปรแกรมการท่องเที่ยวหลัก จะประสบปัญหาเรื่องของระยะทางการเดินทางที่นานเกินไป ทาให้ไม่คุ้มค่ากับเวลาเดินทางที่เสียไป อีกทั้ง การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง จาเป็นต้องวิเคราะห์เส้นทางท่องเที่ยวให้มีจุดพักรถ เพื่อให้รู้สึกการเดินทางไม่นานเกินไป 4) การบังคับใช้กฎหมายของไทยไม่มีประสิทธิภาพ ทาให้ต่างชาติสามารถเข้ามาเป็นมัคคุเทศก์ หรือไกด์เถื่อนได้ และทาการบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวในทางที่ผิด ส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศไทย
  • จาก “โรสซาวด์ มิวสิค” สู่ “บริษัท อาร์เอส จํากัด (มหาชน)” พ.ศ. 2525-2552 : การศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจ

    งานวิจัยเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาอยู่ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก ศึกษาการ เปลี่ยนแปลงการประกอบธุรกิจทางด้านเพลงไทยสากลของอาร์เอส และประการต่อมาคือ ศึกษาและ วิเคราะห์แนวทางการประกอบธุรกิจของอาร์เอสโดยการขยายไปยังธุรกิจสื่อและธุรกิจอื่นๆ ในฐานะที่ เป็นผู้ให้บริการเนื้อหา (content provider) โดยกําหนดระยะเวลาการศึกษาไว้ ระหว่าง พ.ศ. 2525-2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อาร์เอสยังคงมีสถานะทางธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการเนื้อหาอยู่ และงานวิจัยชิ้นนี้จะ ใช้แนวทางการศึกษาตามรูปแบบของประวัติศาสตร์ธุรกิจ (business history) งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการแสดงข้อเสนอหลักอยู่ 2 ประการเพื่ออธิบายลักษณะการ เปลี่ยนแปลงการประกอบธุรกิจของอาร์เอสในช่วงเวลาดังกล่าวคือ ประการแรก การเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีของสื่อเป็นปัจจัยสําคัญในการปรับตัวและกําหนดทิศทางธุรกิจของอาร์เอส และประการ ต่อมาคือ ลักษณะความเป็นธุรกิจครอบครัวของอาร์เอสถือเป็นข้อดีที่ช่วยส่งเสริมการบริหารจัดการ และการปรับตัวของบริษัทให้เป็นไปอย่างรวดเร็วซึ่งสอดรับกับธรรมชาติของธุรกิจบันเทิงที่ต้องอิงอาศัยกระแสความนิยมในตลาดอยู่ตลอดเวลา จากการศึกษาพบว่า พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงการประกอบธุรกิจของอาร์เอส สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก พ.ศ. 2525-2534 เป็นช่วงที่อาร์เอสปรับตัวทางธุรกิจ จากการเป็นผู้รับจ้างอัดแผ่นเสียงและเทปคาสเสทขาย มาเป็นค่ายเพลงอย่างเต็มตัว โดยเพิ่มส่วนงาน การผลิตศิลปินและบทเพลงเข้าไป ทําให้อาร์เอสมีรูปแบบธุรกิจที่ครบวงจรในการดําเนินธุรกิจนี้ ได้แก่ กระบวนการผลิต กระบวนการทําการตลาด และกระบวนการจัดจําหน่าย ส่วนลักษณะทางธุรกิจ ในช่วงนี้ของอาร์เอสจะมีความเป็นธุรกิจครอบครัวโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะเห็นได้จากการถือหุ้นที่กระจุกตัว อยู่กับบุคคลในตระกูลเชษฐโชติศักดิ์เป็นส่วนใหญ่ และอํานาจการบริหารจัดการจะรวมศูนย์ อยู่ที่ เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ ช่วงที่สอง พ.ศ. 2525-2545 ถือเป็นช่วงที่อาร์เอสปรับเปลี่ยนแนวทางการทําการตลาด โดยการเจาะกลุ่มผู้ฟังที่เป็นนักเรียน-นักศึกษาเป็นหลักจนประสบความสําเร็จเป็นอย่างสูง พร้อมกันนี้ อาร์เอสยังขยายธุรกิจออกไปในแขนงอื่นๆ เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตลาดเพลงอย่างหนึ่ง ประกอบด้วย ธุรกิจสื่อ ธุรกิจภาพยนตร์ ธุรกิจแฟนคลับ และธุรกิจร้านค่าปลีก ส่วนลักษณะธุรกิจ ยังคงเป็นแบบธุรกิจครอบครัวอยู่ ดังจะเห็นได้จากการถือหุ้นที่ล้วนกระจุกตัวอยู่กับบุคคลในตระกูล เชษฐโชติศักดิ์ทั้งสิ้น และอํานาจการบริหารจัดการจะรวมศูนย์ อยู่ที่สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ช่วงสุดท้าย พ.ศ. 2545-2552 เป็นช่วงที่อาร์เอสแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน พร้อมกับเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสื่อ นั่นคือ การเข้ามาของระบบดิจิทัลและ เทคโนโลยีสารสนเทศจนทําให้พฤติกรรมในการบริโภคเพลงของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป เป็นเหตุ ให้อาร์เอสลดความสําคัญของธุรกิจเพลงลง และหันไปขยายธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจสื่อ ธุรกิจ ภาพยนตร์และละคร ธุรกิจกีฬา และธุรกิจโชว์บิซ (showbiz) ส่วนลักษณะทางธุรกิจนั้น แม้ว่าอาร์- เอสจะมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนแล้วก็ตาม แต่สัดส่วนการถือหุ้นยังคงกระจุกตัวอยู่กับบุคคลใน ตระกูลเชษฐโชติศักดิ์เป็นส่วนใหญ่เพื่อรักษาอํานาจความเป็นเจ้าของและสิทธิในการบริหารนั่นเอง
  • คำเรียกขานที่ใช้ในความสัมพันธ์แบบคู่รัก

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและการสร้างคำเรียกขานที่ใช้ใน ความสัมพันธ์แบบคู่รัก การใช้คำเรียกขานกับคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับผู้พูดและผู้ฟัง และสถานการณ์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 300 คน ได้ข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์จำนวน 1,244 คำ ผลการศึกษาพบว่าคำเรียกขานที่ใช้ในความสัมพันธ์แบบคู่รักมี 35 รูปแบบ เป็นรูปเดี่ยว 7 รูปแบบ และรูปแบบประสม 28 รูปแบบ รูปแบบที่มีความถี่ในการใช้มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ชื่อ คำสรรพนามและฉายา การสร้างคำเรียกขาน สามารถแบ่งได้เป็น 6 วิธีการ ดังนี้ 1) วิธีทางความหมาย 2) การดัดแปลงคำ3) การเติมหน่วยคำหน้าหรือท้ายคำเดิม 4) การเปลี่ยนภาษา 5) การสร้างคำใหม่ 6) การใช้หลายวิธีร่วมกัน คำเรียกขานหนึ่งคำสามารถเกิดจากวิธีการสร้างคำตั้งแต่ 1 วิธี ถึง 5 วิธี จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้คำเรียกขานกับคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับผู้พูด และผู้ฟัง พบว่าอายุมีความเกี่ยวข้องกับการใช้คำเรียกขานเมื่อผู้พูดอายุน้อยกว่าผู้ฟัง ส่วนเพศของผู้ พูดและรูปแบบความสัมพันธ์เกี่ยวข้องค่อนข้างน้อย การใช้คำเรียกขานในสถานการณ์ที่มีบุคคลที่ 3 จะปรากฏรูปแบบที่ค่อนข้างจำกัด. ตรง ข้ามกลับปรากฏรูปแบบที่หลากหลายมากที่สุดเมื่ออยู่ตามลำพังกับคนรัก นอกจากนี้เมื่ออยู่ต่อหน้า บุคคลที่ 3 หรือเมื่อผู้พูดอารมณ์ไม่ดีจะใช้คำเรียกขานในกลุ่มที่แสดงความรัก ความสัมพันธ์หรืออารมณ์ค่อนข้างน้อย แต่จะใช้มากกว่าเมื่ออยู่กับคนรักตามลำพัง หรือเมื่อผู้พูดอารมณ์ดี จากผลจากการวิจัยอาจกล่าวได้ว่าคำเรียกขานในความสัมพันธ์แบบคู่รักมีความ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การมีบุคคลที่สามและอารมณ์ของผู้พูด.ด้วยความสัมพันธ์แบบคู่รักเป็นความสัมพันธ์แบบสนิทสนมและเป็นส่วนตัว และพบว่าคู่รักแสดงอารมณ์และความรู้สึกผ่านการสร้าง คำเรียกขานขึ้นใช้ด้วยวิธีที่หลากหลาย
  • ความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย

    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความหมายเปรียบเทียบตลอดจน กระบวนการทางการเปรียบเทียบสัตว์ในภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย รวมถึงเพื่อศึกษาและอธิบาย โลกทัศน์ ค่านิยม และทัศนคติของชาวไทยและชาวอินโดนีเซียจากความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ใน ภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย ผู้วิจัยได้นำแนวคิดด้านการวิเคราะห์อรรถลักษณ์และแนวคิดด้าน วัฒนธรรมศึกษามาใช้ในการวิเคราะห์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ใน ภาษาไทยจากคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ (Thai National Corpus) หนังสือสำนวน สุภาษิตและคำพังเพยไทย ตลอดจนเก็บรวบรวมข้อมูลความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาอินโดนีเซียจาก คลังข้อมูลภาษาอินโดนีเซีย ห้องสมุดภาษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEALang Library Indonesian Corpus) หนังสือสำนวน สุภาษิตและคำพังเพยอินโดนีเซีย ผู้วิจัยได้จำแนกสัตว์ออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก และสัตว์ในเทพนิยาย/ตำนาน ผลการศึกษาพบว่า ความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ที่ปรากฏในภาษาไทยมีจ านวน 12 ความหมาย ได้แก่ 1. คน 2. คุณลักษณะ 3. นิสัย 4. กิริยาอาการ 5. การกระท า 6. ปริมาณ 7. ระยะห่าง 8. สิ่งของ 9. สถานที่ 10. เวลา 11. เหตุการณ์ 12. ภัยอันตราย ส่วนความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ที่ปรากฏในภาษา อินโดนีเซียมีจ านวน 9 ความหมาย ได้แก่ 1. คน 2. คุณลักษณะ 3. นิสัย 4. การกระท า 5. ขนาด 6. สิ่งของ 7. สถานที่ 8. เหตุการณ์ 9. ภัยอันตราย เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย ผู้วิจัยพบว่า ความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาไทยและภาษา อินโดนีเซียมีทั้งที่มีความหมายเหมือนกันและความหมายแตกต่างกัน ตลอดจนชนิดของสัตว์ที่ใช้ในการเปรียบเทียบก็มีทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับด้านโลกทัศน์ ค่านิยม และทัศนคติของชาวไทยและชาวอินโดนีเซียที่ปรากฏใน ความหมายเปรียบเทียบของสัตว์ในภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย พบว่า ชาวไทยมีโลกทัศน์เกี่ยวกับ บุคคล โลกทัศน์เกี่ยวกับธรรมชาติ และโลกทัศน์เกี่ยวกับการดำรงชีวิต ส่วนความหมายเปรียบเทียบของ สัตว์ในภาษาอินโดนีเซียพบว่า ชาวอินโดนีเซียมีโลกทัศน์เกี่ยวกับบุคคล โลกทัศน์เกี่ยวกับธรรมชาติ โลกทัศน์เกี่ยวกับการดำรงชีวิต และโลกทัศน์เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยโลกทัศน์ที่พบในภาษาไทย และภาษาอินโดนีเซียเป็นผลของวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลอยู่ในประเทศไทยและอินโดนีเซีย
  • ความสำเร็จในอาชีพ เชาวน์อารมณ์และความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความภาคภูมิใจในตนเองเป็นตัวแปรสื่อของพนักงานระดับปฏิบัติการ กรณีศึกษา : บริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

    การวิจัยเรื่องความสําเร็จในอาชีพ เชาวน์อารมณ์ และความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความ ภาคภูมิใจในตนเองเป็นตัวแปรสื่อของพนักงานระดับปฏิบัติการ กรณีศึกษา : บริษัทโทรคมนาคมแห่ง หนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ คือ พนักงานระดับปฏิบัติการ ในช่วงวัย 21-40 ปี จํานวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถาม ความสําเร็จในอาชีพ แบบสอบถามเชาวน์อารมณ์ แบบสอบถามความพึงพอใจในชีวิต และ แบบสอบถามความภาคภูมิใจในตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุ และสถิติ ทดสอบ Z ตามวิธีของ โซเบล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ความสําเร็จในอาชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.74) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 4.12) รองลงมาได้แก่ ด้านบทบาทการทํางานอยู่ ในระดับสูง ( ̅ = 3.92) ด้านความก้าวหน้าในการเลื่อนตําแหน่งอยู่ในระดับปานกลาง คือ ( ̅ = 3.41) และด้านการเงินอยู่ในระดับปานกลาง ( ̅ = 3.28) เชาวน์อารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.90) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และด้านการร่วมรับรู้ความรสู้ึกของผู้อื่น มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 4.01) รองลงมาได้แก่ ด้านทักษะทางสังคมอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.91) ด้านการตระหนักรู้ในตนเองอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.85) และด้านการจัดระเบียบอารมณ์ของตนเองอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 3.77) ตามลําดับ ความภาคภูมิใจในตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( ̅ = 4.14) และความพึงพอใจในชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( ̅ = 3.62) 2. การรับรู้ความสําเร็จในอาชีพโดยรวมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตของ พนักงานระดับปฏิบัติการ (r = .647; p < .01) โดยการรับรู้ความสําเร็จในอาชีพด้านความก้าวหน้าใน การเลื่อนตําแหน่ง ด้านบทบาทการทํางาน และด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีความสัมพันธ์กับ ความพึงพอใจในชีวิตอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง (r = .613, r = .531 และ r = .514 เมื่อ p < .01 ตามลําดับ) ยกเว้นด้านการเงินที่อยู่ในระดับปานกลาง (r = .411; p < .01) 3. เชาวน์อารมณ์โดยรวมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตของพนักงานระดับปฏิบัติการ (r = .679; p < .01) โดยเชาวน์อารมณ์ด้านการตระหนักรู้ในตนเอง ด้านทักษะทางสังคม ด้านการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และด้านการจัดระเบียบอารมณ์ของตนเอง มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งนับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ในระดับที่ ค่อนข้างสูง (r = .611, r = .554, r = .532 และ r =.524 เมื่อ p < .01 ตามลําดับ) ยกเว้นด้านการ ร่วมรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นที่อยู่ในระดับปานกลาง (r = .492; p < .01) 4. ความภาคภูมิใจในตนเองโดยรวมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตของพนักงาน ระดับปฏิบัติการ (r = .642; p < .01) 5. ความภาคภูมิใจในตนเองโดยรวมเป็นตัวแปรสื่อบางส่วนระหว่างความสําเร็จในอาชีพ ไปสู่ความพึงพอใจในชีวิตของพนักงานระดับปฏิบัติการ (Z = 7.687; p < .01) 6. ความภาคภูมิใจในตนเองโดยรวมเป็นตัวแปรสื่อบางส่วนระหว่างเชาวน์อารมณ์ไปสู่ความพึงพอใจในชีวิตของพนักงานระดับปฏิบัติการ (Z = 6.029; p < .01)
  • ความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ และความตั้งใจลาออกจากงาน : กรณีศึกษาพนักงานฝ่ายขายของสายการบินแห่งหนึ่ง

    การศึกษาเรื่อง “ความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค การรับรู้ความยุติธรรม ในองค์การ และความตั้งใจลาออกจากงาน : กรณีศึกษาพนักงานฝ่ายขายของสายการบินแห่งหนึ่ง เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่า อุปสรรค การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ และความตั้งใจลาออกจากงาน (2) ความแตกต่างของ ปัจจัยส่วนบุคคล กับความตั้งใจลาออกจากงาน (3) ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเผชิญ และฟันฝ่าอุปสรรค การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ และความตั้งใจลาออกงาน (4) สร้างสมการพยากรณ์ทำนายความตั้งใจลาออกจากงานของพนักงาน จากตัวแปรปัจจัยส่วนบุคคล ความสามารถ ในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค และการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานฝ่ายขายของสายการบินแห่งหนึ่ง จ านวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ (1) แบบสอบถาม ปัจจัยส่วนบุคคล (2) แบบสอบถามความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค จำนวน 34 ข้อ มีค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ .953 (3) แบบสอบถามการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ จำนวน 20 ข้อ มีค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ .939 (4) แบบสอบถามความตั้งใจลาออกจากงาน จำนวน 12 ข้อ มีค่าความ เชื่อมั่นเท่ากับ .969 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี้ 1) พนักงานฝ่ายขาย มีระดับความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค อยู่ใน ระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80 การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ อยู่ในระดับปานกลาง โดยมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.89 และความตั้งใจลาออกจากงาน อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.78 2)การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การโดยรวมและรายด้าน ประกอบด้วย ด้านผลตอบแทน ด้านกระบวนการกำหนดผลตอบแทน ด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับ ผู้ใต้บังคับบัญชา และด้านระบบ มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจลาออกจากงาน โดยมีค่าสหสัมพันธ์ r = -.394, p <.01, r = -.334, p <.01, r = -.355, p <.01, r = -.223, p <.05 และ r = -.311, p <.01 ตามลำดับ 3) ตัวแปรที่สามารถทำนายความตั้งใจลาออกจากงานได้ คือ การรับรู้ความยุติธรรมใน องค์การด้านกระบวนการกำหนดผลตอบแทน และอายุ มีอำนาจการทำนายร่วมกันร้อยละ 15.8
  • ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ความเหนื่อยหน่ายในงาน และผลการปฎิบัติงานของพนักงานวิศวกร บริษัทอสังหารมิทรัพย์แห่งหนึ่ง

    การวิจัยเรื่อง “ความสามารถในการเผชิญปัญหา ความเหนื่อยหน่ายในงาน และผลการ ปฎิบัติงานของพนักงานวิศวกร บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง” เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ระดับความเหนื่อยหน่ายในงาน และระดับผลการปฎิบัติงานของพนักงานวิศวกร ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคกับผลการปฎิบัติงาน ความสัมพันธ์ระหว่างความเหนื่อยหน่ายในงานกับผลการปฎิบัติงาน รวมทั้งเพื่อสร้างสมการทำนายการผลการปฎิบัติงานของพนักงานวิศวกร โดยใช้ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ความเหนื่อยหน่ายในงานเป็นตัวแปร ในการทำนายกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานที่ปฎิบัติงานต่ำแหน่งวิศวกรในบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง จำนวน 174 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูล ลักษณะส่วนบุคคล จำนวน 5 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาและอายุงาน ส่วนที่ 2 แบบสอบวัดความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค มีข้อคำถาม 33 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .951 ส่วนที่ 3 เป็นแบบสอบวัดความเหนื่อยหน่ายในงาน มีข้อคำถาม 25 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .916 และส่วนที่ 4 เป็นแบบสอบวัดผลการปฎิบัติงาน มีข้อคำถาม 44 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .959 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าสถิติที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุแบบมีขั้นตอน ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1. พนักงานมีระดับความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคโดยรวมสูง 2. พนักงานมีระดับความเหนื่อยหน่ายในงานโดยรวมปานกลาง 3. พนักงานมีระดับผลการปฎิบัติงานดีมาก 4. ลักษณะส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน มีผลการปฎิบัติงานไม่แตกต่างกัน 5. ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคโดยรวม ไม่มีความสัมพันธ์ กับ ผลการปฎิบัติงาน เมื่อพิจารณาความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรครายด้าน พบว่า ด้านการควบคุมสถานการณ์และด้านความรับผิดชอบต่อปัญหา มีความสัมพันธ์กับผลการปฎิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.012, p < 0.05, r = 0.047, p < 0.05 ตามลำดับ) แต่ไม่พบความสัมพันธะหว่างความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ด้านผลกระทบและด้าน ความอดทนกับผลการปฎิบัติงาน 6. ความเหนื่อยหน่ายในงานโดยรวม ไม่มีความสัมพันธ์กับผลการปฎิบัติงาน เมื่อพิจารณา ความเหนื่อยหน่ายในงานรายด้าน พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กับผลการปฎิบัติงานเช่นกัน 7. ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ด้านการควบคุมสถานการณ์ สามารถทำนายผลการปฎิบัติงานได้ร้อยละ 3.0 ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยการกำหนดการสรรหาคัดเลือก และการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร เพื่อลดระดับความเหนื่อยหน่ายในงาน และส่งเสริมให้บุคลากรมีผลการปฎิบัติงานที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยนำพาองค์การให้เติบโต มีศักยภาพและประสบความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป
  • ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงาน การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำของพนักงาน ความผูกพันในงานกับความพึงพอใจในงาน

    ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงาน การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำของ พนักงาน ความผูกพันในงานกับความพึงพอใจในงาน เป็งการศึกษาเชิงสำรวจ การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงาน การรับรู้รูปแบบภาวะ ผู้นำของพนักงานความผูกพันในงานกับความพึงพอใจในงานและศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีผลต่อ ความพึงพอใจในงาน โดยมีสมมติฐานว่า (1) สภาพแวดล้อมในการทำงานมีความสัมพนัธ์กับความพึง พอใจในงาน โดยมีสมมติฐานย่อยดังนี้ (1.1) สภาพแวดล้อมทางกายภาพมีความสัมพนัธ์กับความพึงพอใจในงาน (1.2) สภาพแวดล้อมด้านสังคมมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงานและ (1.3) สภาพแวดล้อมด้านจิตใจมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (2) การรับรู้รูปแบบภาวะผู้น าของ พนักงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน โดยมีสมมติฐานย่อยดังนี้ (2.1) การรับรู้รูปแบบภาวะ ผู้นำที่มุ่งเน้นงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (2.2) การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำที่มุ่งเน้น ความสัมพันธ์มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน และ(2.3) การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำที่เน้นการ เปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (3) ความผูกพันในงานมีความสัมพันธ์กับความ พึงพอใจในงาน โดยมีสมมติฐานย่อยดังนี้ (3.1) ความขยันขันแข็งในงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (3.2) ความทุ่มเทในงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน และ (3.3) ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับงานมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงาน (4) สภาพแวดล้อมในการทำงาน การรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำของพนักงาน และความผูกพันในงานสามารถทำนายความพึงพอใจในงานได้ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานในโรงงานผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 143 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล แบบสอบถามความพึงพอใจในงาน 22 ข้อ แบบสอบถามสภาพแวดล้อมในการทำงาน 32 ข้อ แบบสอบถามการรับรู้ภาวะผู้นำของพนักงาน 21 ข้อ และแบบสอบถามความผูกพันในงาน 20 ข้อ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.93, 0.89, 0.92 และ 0.91 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่า สัมประสิทธิ์การถดถอย ผลการวิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีความเหมาะสมทั้งทางด้านกายภาพ ด้านสังคม และด้านจิตใจ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิี่ ระดับ .01 (r = 0.50, 0.72, 0.75, p < .01) ทางด้านการรับรู้รูปแบบภาวะผู้นำของพนักงาน ทั้งผู้นำ ที่มุ่งเน้นงาน ผู้นำที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ และผู้นำที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง มีความสัมพันธ์ทางบวก กับความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.55, 0.60, 0.71, p < .01) และ ความผูกพันในงาน ทั้งด้านความขยันขันแข็งในงาน ด้านความทุ่มเทในงาน และด้านความรู้สึกเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันกับงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 (r = 0.63, 0.64, 0.60, p < .01) นอกจากนี้ ผลการวิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมด้านจิตใจ และสภาพแวดล้อมด้านสังคม รูปแบบผู้นำที่เน้นการเปลี่ยนแปลง และความผูกพันในงานด้านความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับงาน สามารถทำนายความพึงพอใจในงานได้ 73 เปอร์เซ็นต์
  • ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้บรรยากาศองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีความสุขในการทำงานเป็นตัวแปรสื่อ ในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง

    การศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้บรรยากาศองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีความสุขในการทำงานเป็นตัวแปรสื่อ ของข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้บรรยากาศองค์การ ความสุขในการทำงาน และพฤติกรรม การเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้ บรรยากาศองค์การ ความสุขในการทำงาน และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 3) ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ การรับรู้บรรยากาศองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิก ที่ดีขององค์การ โดยมีความสุขในการทำงานเป็นตัวแปรสื่อ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง จ านวน 312 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลลักษณะส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการรับรู้บรรยากาศองค์การ 4) แบบสอบถามความสุขในการทำงาน 5) แบบสอบถาม พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์เส้นทางส่งผล ผลการศึกษาสรุป ได้ดังนี้ 1. ข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งนี้มีลักษณะบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว แบบแสดงตัว แบบเปิดรับประสบการณ์อยู่ในระดับปานกลาง และมีลักษณะบุคลิกภาพ แบบประนีประนอม และแบบมีจิตสำนึกอยู่ในระดับสูง 2. ข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งนี้มีการรับรู้บรรยากาศองค์การโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีการรับรู้บรรยากาศองค์การด้านการมีส่วนร่วม ด้านโครงสร้าง ด้านการให้รางวัล ด้านความก้าวหน้าและการพัฒนา ด้านการควบคุมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้าน ความอบอุ่นและการสนับสนุนอยู่ในระดับสูง 3. ข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งนี้มีความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีความสุขในการทำงานด้านการติดต่อสัมพันธ์ ด้านความสำเร็จในงาน ด้านการเป็นที่ยอมรับ อยู่ในระดับสูง ส่วนด้านความรักในงานอยู่ในระดับปานกลาง 4. ข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งนี้มีพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอยู่ในระดับสูง 5. ลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบทุกแบบมีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงาน โดยลักษณะบุคลิกภาพแบบแสดงตัว แบบเปิดรับประสบการณ์ แบบประนีประนอม แบบมีจิตสำนึก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .540, .225, .334, .500, p<.01) ตามลำดับและแบบหวั่นไหว มีความสัมพันธ์ทางลบกับความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.327, p<.01) 6. ลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบทุกแบบมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็น สมาชิกที่ดีขององค์การ โดยลักษณะบุคลิกภาพแบบแสดงตัว แบบเปิดรับประสบการณ์ แบบประนีประนอม แบบมีจิตสำนึก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .511, .324, .474, .565, p<.01) ตามลำดับ และแบบหวั่นไหว มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.399, p<.01) 7. การรับรู้บรรยากาศองค์การโดยรวมมีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .622, p<.01) โดยการรับรู้บรรยากาศองค์การด้านการมีส่วนร่วม ด้านโครงสร้าง ด้านการให้รางวัล ด้านความอบอุ่นและการสนับสนุน ด้านความก้าวหน้าและพัฒนา และด้านการควบคุม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .467, .537, .393, .656, .524, .458, p<.01) ตามลำดับ 8. การรับรู้บรรยากาศองค์การโดยรวมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดี ขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .526, p<.01) โดยการรับรู้บรรยากาศองค์การ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านโครงสร้าง ด้านการให้รางวัล ด้านความอบอุ่นและการสนับสนุน ด้านความก้าวหน้าและพัฒนา และด้านการควบคุม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็น สมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .422, .457, .301, .550, .399, .444, p<.01) ตามลำดับ 9. ความสุขในการทำงานโดยรวมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดี ขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .673, p<.01) โดยความสุขในการทำงานด้านการติดต่อ สัมพันธ์ ด้านความรักในงาน ด้านความสำเร็จในงาน และด้านการเป็นที่ยอมรับ มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .516, .493, .609, .582, p<.01) ตามลำดับ 10. ลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบแบบแสดงตัว แบบเปิดรับประสบการณ์ แบบประนีประนอม แบบมีจิตสำนึก และการรับรู้บรรยากาศองค์การมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็น สมาชิกที่ดีขององค์การทั้งโดยตรงและผ่านความสุขในการทำงาน และลักษณะบุคลิกภาพ ห้าองค์ประกอบแบบหวั่นไหวมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การโดยตรงเพียง อย่างเดียว ผลการวิจัยครั้งนี้ ทำให้ทราบตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของ องค์การ และตัวแปรสื่อจากสาเหตุไปสู่พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ซึ่งองค์การสามารถ นำไปใช้เป็นแนวทางในการทำความเข้าใจพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ เพื่อส่งเสริมให้ บุคลากรมีพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะงาน คุณภาพชีวิตในการทำงานและความผูกพันของพนักงานต่อองค์การรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง

    การวิจัยครั้งนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะงาน คุณภาพชีวิตในการทำงาน และ ความผูกพันของพนักงานต่อองค์การรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ตัวอย่างเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจำนวน 248 คน เครื่องมือที่ใช้ศึกษาคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะงาน คุณภาพชีวิตในการทำงาน และ ความผูกพันของพนักงานต่อองค์การ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 69) มีอายุระหว่าง 31 – 40 ปี (ร้อยละ 31.5) จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 74.6) มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานระหว่าง 1 – 5 ปี (ร้อยละ 35.9) และมีสถานภาพโสด (ร้อยละ 51.2) 2 มีคะแนนลักษณะงานอยู่ในระดับสูง คะแนนคุณภาพชีวิตในการทำงานอยู่ในระดับ ปานกลาง และคะแนนความผูกพันของพนักงานต่อองค์การอยู่ในระดับสูง 3. ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน พบว่า ลักษณะงานและคุณภาพชีวิตใน การทำงานมีความสัมพันธ์กับความผูกพันของพนักงานต่อองค์การ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความพึงพอใจในงานกับ พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีทุนทางจิตวิทยาด้านบวก เป็นตัวแปรกำกับ

    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความพึงพอใจในงานกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีทุนทางจิตวิทยาด้านบวกเป็นตัว แปรกำกับ ผู้เข้าร่วมในการศึกษาครั้งนี้เป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเขตสมุทรสาคร จ านวน 290 คน ข้อมูลที่รวบรวมด้วยแบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน คือ 1) ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล 2) ภาวะ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3) ความพึงพอใจในงาน 4) พฤติกรรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 5) ทุนทาง จิตวิทยาด้านบวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา ค่าสหสัมพันธ์และวิเคราะห์ถอดถอย พหุคูณเชิงชั้น ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเท่ากับ 3.83 ความพึงพอใจใน งานเท่ากับ 3.80 พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การเท่ากับ 3.88 และทุนทางจิตวิทยาด้านบวก เท่ากับ 3.75 2) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความพึงพอใจในงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับ พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 3) ทุนทางจิตวิทยาด้านบวกไม่เป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความพึงพอใจในงานกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ
Browse all