ศิลปศาสตร์บัณฑิต โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

  • องค์ความรู้ว่าด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปรากฏในแบบเรียนมัธยมศึกษา หลักสูตรพุทธศักราช 2544

    ภาคนิพนธ์เรื่อง “องค์ความรู้ว่าด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปรากฎในแบบเรียนมัธยมศึกษา หลักสูตรพุทธศักราช 2544” มุ่งศึกษาทำความเข้าใจเนื้อหาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปรากฎในแบบเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย สาระที่ 4 สาระประวัติศาสตร์ หลักสูตรพุทธศักราช 2544 ครอบคลุมระยะเวลาจนถึงปัจจุบันนี้รวมทั้งหมด 7 ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้หลักสูตร เนื่องจากการจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับชั้นมัธยมศึกษานั้นเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีผลต่อ วิธีคิด ทัศนคติ ในภูมิภาคนี้รวมถึงการมองเพื่อนบ้านตลอดจนปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยมีแบบเรียนเป็นสื่อที่บรรจุเนื้อหาทางวิชาการ ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจในเรื่องที่รัฐต้องการปลูกฝัง จากการศึกษาค้นคว้า ผู้ศึกษาพบว่าในแบบเรียนสังคมศึกษา สาระประวัติศาสตร์ปรากฎความรู้เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งความรู้เหล่านี้ปรากฎอยู่ในคำอธิบายภายใต้หัวข้อ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศต่างๆโดยเน้นกล่าวถึงภูมิภาคนี้ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นหลัก นอกจากนี้เนื้อหาในแต่ละสำนักพิมพ์ ในที่นี้แบ่งเป็น สำนักพิมพ์ของกระทรวงศึกษาธิการและสำนักพิมพ์ของเอกชน 2 สำนักพิมพ์ ซึ่งต่างก็มีเนื้อหาที่แตกต่างกันไป หัวข้อประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการหยิบยกประวัติความเป็นมา พัฒนาการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อิทธิพลต่างๆ อิทธิพลหลักๆ คือ จีนและอินเดียซึ่งมีผลกระทบต่อต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนการตกเป็นอาณานิคม การเรียกร้องเอกราช และการสร้างชาติ ที่ปรากฎในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโบราณสถานสำคัญที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน สำหรับหัวข้อภูมิศาสตร์นั้นได้กล่าวถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์ ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในดินแดนแถบนี้ซึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าการกล่าวถึงภูมิภาคใดก็ตามมักกล่าวถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาควบคู่ไปกับกับภูมิศาสตร์ของทวีป หรือภูมิภาคนั้นๆ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในที่นี้ก็เช่นกัน แบบเรียนได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับภูมิศาสตร์แต่สามารถแยกหัวข้อศึกษาได้ และไม่ทำให้ความเข้าใจลดน้อยลง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศต่างๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เข้าใจปัญหา และสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีเนื้อหาที่ปรากฎในแบบเรียนน้อยมาก นอกจากความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในคำอธิบายของแบบเรียนชั้นมัธยมศึกษาแล้ว แนวคิดนี้ยังสามารถโยงไปสู่บทสรุปของแต่ละหัวข้อเพื่อชี้ให้เห็นถึงการปลูกฝังแนวความคิด ความรู้ และทัศนคติ ตลอดจนการทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแก่ผู้ศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นอีกด้วย ผลจากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแบบเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษานั้นมีความสำคัญเนื่องจากทำให้เห็นพัฒนาการของหลักสูตรระดับชั้นมัธยมศึกษาตลอดจนองค์ความรู้เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในด้านต่างๆ อันจะเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การทำความเข้าใจปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ และทำให้ทราบว่าเนื้อหาที่ปรากฎในแบบเรียนนั้นมีผลต่อความรู้และการทำความเข้าใจของผู้เรียนมากน้อยเพียงใด
  • ภาพลักษณ์ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) จากกิจกรรมส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ลเอในมุมมองของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร

    ภาคนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาภาพลักษณ์ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) จากกิจกรรมส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ลเอในมุมมองของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประชากรที่ศึกษาได้แก่ ประชากรที่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS และบรรยายข้อมูลแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูล และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ T-Test, Correlation และ One-Way ANOWA เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เป็นเพศชายและเพศหญิงร้อยละ 34.3 และ 65.7 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ร้อยละ 69.7 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 79.2 มีอาชีพเป็นนักเรียนและนักศึกษา ร้อยละ 69.4 และมีรายได้รวมเฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 52.7 การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมของกลุ่มตัวอย่าง อันดับที่ 1 คือ โทรทัศน์ คือ ร้อยละ 68.5 รองลงมาคือ หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 8.5 จุดประสงค์หลักของกิจกรรมส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ลเอ ตามความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 33.8 มีความคิดเห็น คือ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น การทดสอบสมมติฐานจากการศึกษาพบว่า ภาพลักษณ์ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) จากกิจกรรมส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ลเอโดยภาพรวมนั้นอยู่ในระดับดีแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ได้ตั้งไว้ในระดับที่ 4 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นเพราะการรับรู้ข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมยังไม่ชัดเจนและเพียงพอ รวมทั้งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์จะเน้นเกี่ยวกับรายได้ของเกษตรกรที่มาจากต้นกระดาษเท่านั้น และเป็นการสร้างการจดจำตราของต้นกระดาษเพียงอย่างเดียวและพบว่าเพศมีความสัมพันธ์ต่อภาพลักษณ์ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ส่วนอายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ ไม่มีความสัมพันธ์ต่อภาพลักษณ์ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน และสุดท้ายพบว่าทั้งกิจกรรมส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ลเอกับข้อมูลข่าวสารของต้นกระดาษดับเบิ้ลเอที่ผู้บริโภคได้รับมีความสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยในครั้งนี้คือการดำเนินกิจกรรมควรจะมีการนำเสนอข้อมูลที่ละเอียดและชัดเจนให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ทราบและมีการประชาสัมพันธ์ด้านกิจกรรมของบริษัทให้มากขึ้น เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
  • พัฒนาการของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ลาวกับรูปแบบและแนวทางการสร้างภาพยนตร์ของกลุ่ม Lao New Wave Cinema (LNWC)

    พัฒนาการของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศลาวแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือยุคบุกเบิก ยุคร่วมทุน และยุคปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทและหน้าที่ของภาพยนตร์ที่เปลี่ยนไป จากในยุคเริ่มแรกที่ภาพยนตร์ถูกผลิตขึ้นโดยรัฐทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการโฆษณาข่าวสารและเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้ชมลาวหันไปนิยมภาพยนตร์ต่างประเทศและภาพยนตร์เพื่อนบ้านที่มีคุณภาพดีกว่าและมีเนื้อหาที่ทันสมัย หลังจากนั้นลาวปิดประเทศกว่า 30 ปี เรื่องสบายดีหลวงพะบาง เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกหลังจากที่ลาวเปิดประเทศและเป็นการพลิกฟื้นการสร้างภาพยนตร์ในลาวอีกครั้ง โดยบทบาทของภาพยนตร์ยุคนี้มุ่งเน้นให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม และในยุคปัจจุบันบทบาทของยุคภาพยนตร์นอกจากจะทำหน้าที่ให้ความบันเทิงแล้ว ยังทำหน้าที่สะท้อนความเป็นไปของสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงในแง่ของเศรษฐกิจและบริบททางสังคมลาวที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์ โดยปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในลาวคือ การสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐ เนื่องจากรัฐมีนโยบายที่เข้มงวดในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ โดยรัฐเกรงว่าภาพยนตร์จะเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมและหล่อหลอมความคิดให้คนไม่เชื่อฟังคำสั่งของรัฐ โดยภาพยนตร์ต้องมีเนื้อหาที่ไม่ขัดต่อนโยบายของรัฐ นอกจากนั้นแล้วยังห้ามไม่ให้ปรากฏฉากที่มีการใช้ความรุนแรงและขัดต่อศีลธรรมอันดี ด้วยมาตรการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ของรัฐที่เข้มงวดส่งผลให้เนื้อหาภาพยนตร์ของลาวค่อนข้างมีความจำกัด โดยส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ตลกและภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มผู้ชมวัยรุ่น แต่ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผีและสิ่งงมงายผีเป็นสิ่งที่รัฐห้ามไม่ให้ปรากฏในเนื้อหาภาพยนตร์ เพราะความเชื่อเรื่องผีและสิ่งงมงายเป็นสิ่งที่ขัดแนวคิดของระบบการปกครองแบบสังคมนิยม รัฐก็อาจมีการผ่อนปรนให้ฉายได้หากภาพยนตร์เรื่องนั้นให้แง่คิดที่ดีแก่ผู้ชม แสดงให้เห็นว่าแม้รัฐมีกระบวนการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่เข้มงวดแต่รัฐบาลลาวก็ได้เปิดกว้างและยอมรับเนื้อหาภาพยนตร์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น
  • พฤติกรรมการเปิดรับชม ความพึงพอใจและการใช้ประโยชน์ของผู้ชมในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีต่อรายการ “คริสดีลิเวอรี่”

    ภาคนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปะศาสตร์บัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับชม ความพึงพอใจ และการใช้ประโยชน์ของผู้ชมในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีต่อรายการคริสดีลิเวอรี่ การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประชากรที่ศึกษาได้แก่ ประชากรที่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS และบรรยายข้อมูลแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูล และใช้การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-Square) การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 400 คน มีเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยมีอายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างมากที่สุดระหว่าง 21-30 ปี ระดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีมากที่สุด เป็นอาชีพนักเรียนนักศึกษามากที่สุด รายได้เฉลี่ยต่อเดือนนั้นพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ 5,001 – 15,000 บาท เป็นจำนวนมากที่สุด นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่รับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ในระดับชมบ้าง (2 ครั้ง/ เดือน) มากที่สุด โดยมักจะเปิดรับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ครั้งละ 21-30 นาทีและติดตามชมรายการคริสดีลิเวอรี่น้อยกว่า 1 เดือน มีลักษณะการรับชมรายการแบบเปลี่ยนช่องเมื่อมีโฆษณามากที่สุดและมีความสนใจในการเลือกรับชมเนื้อหารายการในช่วง Speak Out มากที่สุด สำหรับผลการศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจจากการรับชมรายการนั้น พบว่า ความพึงพอใจของผู้ชมที่รับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ อยู่ในระดับที่พึงพอใจมาก นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในด้านคุณสมบัติของพิธีกรมากที่สุด ผลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากการรับชมรายการนั้น พบว่า การใช้ประโยชน์ทางด้านความบันเทิงของผู้ชมจากการรับชมรายการนั้นอยู่ในระดับมาก ส่วนการใช้ประโยชน์ทางด้านสาระการเรียนรู้ของผู้ชมจากการรับชมรายการนั้นอยู่ในระดับมากที่สุดและมาก ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานด้านลักษณะทางประชากรศาสตร์มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเปิดรับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ พบว่า เพศที่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการติดตามชมรายการและลักษณะในการรับชมรายการแต่ละครั้ง ด้านอายุต่างกันมีความสัมพันธ์กับความถี่ในการเปิดรับชมรายการในแต่ละครั้ง ความถี่ในการเปิดรับชมรายากรคริสดีลิเวอรี่ ระยะเวลาในการเปิดรับชมรายการคริสดีลิเวอรี่และลักษณะในการเปิดรับชมรายการ ด้านระดับการศึกษาที่ต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเปิดรับชมรายการในทุก ๆ ด้าน ด้านอาชีพที่ต่างกัน มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการติดตามชมรายการ ผลการทดสอบสมมติฐานด้านลักษณะทางประชากรศาสตร์มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจจากการรับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ พบว่า ตัวแปรอายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกันของผู้ชมรายการคริสดีลิเวอรี่ มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจโดยรวมจากการรับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ ผลการทดสอบสมมติฐานด้านลักษณะทางประชากรศาสตร์มีความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์จากการรับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ พบว่า ตัวแปรด้านเพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ด้านความบันเทิงจากการรับชมรายการ แต่มีความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ด้านสาระการเรียนรู้จากการรับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ ด้านอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยของผู้ชมรายการคริสดีลิเวอรี่ที่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ทางด้านความบันเทิงและด้านสาระการเรียนรู้จากการรับชมรายการคริสดีลิเวอรี่ ในส่วนของข้อเสนอแนะ ด้านรูปแบบรายการควรมีการเพิ่มเวลาในช่วงหลักและเพิ่มกิจกรรมนอกสถานที่ตามสถาบันการศึกษา ด้านองค์ประกอบเนื้อหารายการควรเพิ่มความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โครงสร้างทางภาษาและคำภาษาอังกฤษที่มักใช้ผิดในหมู่คนไทย ด้านองค์ประกอบการนำเสนอ ควรเพิ่มเวลาการออกอากาศและเลื่อนเวลาออกอากาศให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ด้านพิธีกรรายการนั้นควรปรับปรุงในเรื่องของการสนทนาระหว่างพิธีกรและการให้ความรู้ที่ควรจะมีการพูดซ้ำและช้ากว่านี้
  • พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคจากห้างค้าปลีกในเขตจังหวัดศรีสะเกษ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงการรับรู้ผลกระทบทางสังคมจากห้างค้าปลีกของผู้บริโภคในจังหวัดศรีสะเกษ 2) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากห้างค้าปลีกของผู้บริโภคในจังหวัดศรีสะเกษ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ผลกระทบทางสังคมจากห้างค้าปลีก กับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากห้างค้าปลีกของผู้บริโภคในจังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นประชาชน(ผู้บริโภค) ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดศรีสะเกษที่ได้กำหนดไว้จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าร้อยละ ไคสแควร์ จากการวิจัยพบว่า 1. การรับรู้ผลกระทบทางสังคมจากห้างค้าปลีกของผู้บริโภคในจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ส่วนมาก (ร้อยละ 46.8) คิดว่าข้อดีที่มากที่สุดของห้างค้าปลีก คือ มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ส่วนข้อเสียที่มากที่สุดของห้างค้าปลีกส่วนมาก (ร้อยละ 40.0) คิดว่า รายได้จากการขายสินค้าส่วนใหญ่ถูกส่งออกนอกประเทศ ผลกระทบที่มากที่สุดของห้างค้าปลีกต่อสังคมไทย ส่วนมาก (ร้อยละ 46.0) คิดว่า ทำให้คนไทยมีทางเลือกในการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น ส่วนมาก (ร้อยละ 66.0) เห็นด้วยที่ให้รัฐบาลควบคุมเวลาเปิด-ปิดให้บริการของห้างค้าปลีก และส่วนมาก (ร้อยละ 51.8) เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้รัฐบาลจัดบริเวณที่ตั้งห้างค้าปลีกให้อยู่ห่างไกลจากเขตเมือง 2. พฤติกรรมการซื้อสินค้าจากห้างค้าปลีกของผู้บริโภคในจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ส่วนมาก (ร้อยละ 56.3) มีความถี่ในการซื้อสินค้าเฉลี่ยต่อเดือน 1-2 ครั้ง ประเภทของสินค้าที่ซื้อส่วนมาก (ร้อยละ 36.0) เป็นพืชผักผลไม้ เครื่องดื่มและขนมต่างๆ ลักษณะการใช้หรือบริโภคสินค้าส่วนมาก (ร้อยละ 97.0) ใช้บริโภคภายในครอบครัว จำนวนเงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าส่วนมาก (ร้อยละ 43.8) 500-1,000 บาท จำนวนชนิดของสินค้าที่ซื้อในแต่ละครั้งส่วนมาก (ร้อยละ 54.0) 5 -10 ชนิด ปริมาณในการซื้อสินค้าต่อ 1 ชนิด ส่วนมาก (ร้อยละ 65.5) ชนิดละ 1-2 ชิ้น การเดินทางที่มาซื้อสินค้าส่วนมาก (ร้อยละ 47.8) โดยรถยนต์ ระยะทางในการเดินทางที่มาซื้อสินค้าส่วนมาก (ร้อยละ 40.3) 1-5 กิโลเมตร บุคคลที่ไปซื้อสินค้าด้วยส่วนมาก (ร้อยละ 55.0) ไปกับคนในครอบครัว การชำระเงินค่าสินค้าส่วนมาก (ร้อยละ 93.3) ใช้เงินสด ช่วงเวลาที่มาซื้อสินค้าส่วนมาก (ร้อยละ 40.3) ช่วง 17.01-20.00 น. วันที่มาซื้อสินค้าส่วนมาก (ร้อยละ 52.5) วันเสาร์-อาทิตย์ และระยะเวลาที่ใช้ในการซื้อสินค้าส่วนมาก (ร้อยละ 45.8) ใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง 3. การรับรู้ผลกระทบทางสังคมจากห้างค้าปลีกมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากห้างค้าปลีกของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ตัวแปรเพศ อายุ รายได้ต่อเดือน ระดับการศึกษา อาชีพ และสถานภาพการสมรสมีความสัมพันธ์กับการซื้อสินค้าจากห้างค้าปลีกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • ผู้หญิงกับศาสตร์แห่งโยคะ

    ภาคนิพนธ์เรื่อง “ผู้หญิงกับศาสตร์แห่งโยคะ” เป็นการศึกษาถึงการให้ความหมาย และคุณค่าของผู้หญิงในการพัฒนาตนเองทั้งกายและใจ และยังส่งผลดีต่อการฝึกปฏิบัติโยคะอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้หญิงได้หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยการเลือกฝึกปฏิบัติโยคะของผู้หญิงก็มีความต้องการในรูปแบบของการฝึกที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบหะฐะโยคะที่เป็นโยคะแบบดั้งเดิม หรือ โมเดิร์นโยคะ เป็นรูปแบบโยคะที่มีการผสมผสานจังหวะ ต่าง ๆ ลงไป เพื่อสร้างความแปลกใหม่และท้าทายให้ผู้ฝึก ในที่นี้ศึกษาสถานที่ฝึกปฏิบัติ 2 สถานที่ ได้แก่ โรงเรียนสุนีย์โยคะ และแคลีฟอเนียร์ฟิสเนต สาขาสยามพารากอน นอกจากนี้ยังศึกษาในเรื่องของสื่อ โฆษณาที่มีอิทธิพลต่อผู้ฝึกปฏิบัติ และสื่อก็มีส่วนที่ทำให้ผู้หญิงหันมาฝึกปฏิบัติกันมากขึ้น เพราะไม่ได้เพียงแค่แพร่ภาพของผู้หญิงกับการฝึกปฎิบัติโยคะเท่านั้น หากแต่ยังสอดแทรกการผลิตซ้ำความเป็นหญิง ผ่านร่างกายของผู้หญิงและกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาตนเองอีกด้วย จากการศึกษาวิเคราะห์ถึงความต้องการฝึกปฏิบัติโยคะ ความต้องการในการเลือกสถานที่ฝึกปฎิบัติ และบทบาทและอิทธิพลที่ได้รับจากสื่อ พบว่าผู้หญิงเองส่วนใหญ่ต้องการที่จะฝึกปฏิบัติโยคะเพราะต้องการให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น และเพื่อความสวยงามของรูปร่าง ทำให้ผู้ฝึกหันมาสนใจในการดูแลสุขภาพอย่างโยคะ ซึ่งสื่อก็มีส่วนทำให้ผู้หญิงอยากฝึกปฏิบัติโยคะ เพราะอยากสุขภาพแข็งแรง หรือรูปร่างสวยอย่างเช่นสื่อ โฆษณาที่ให้ภาพของโยคะ เป็นไปในลักษณะของผู้หญิงเล่นมากกว่าผู้ชาย ซึ่งกลุ่มผู้หญิงที่จะมาฝึกในสถานที่ฝึกปฏิบัตินั้นจะเป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่มีเงินในการเสียค่าใช้จ่าย ท่ามกลางกระแสการบริโภคนิยม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เรียนโยคะ แฟชั่นชุดออกกำลังกาย ล้วนสร้างขึ้นมาให้เกิดความทันสมัย สร้างขึ้นมาเน้นผู้หญิงเป็นหลัก ให้ผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ของโยคะในการโฆษณาโยคะ ทำให้เกิดค่านิยมของผู้ที่มาฝึกมากขึ้นว่าโยคะเป็นการออกกำลังกายสำหรับผู้หญิง ซึ่งแต่เดิมนั้นโยคี ซึ่งเป็นผู้ชายเป็นผู้คิดค้น การฝึกโยคะในศูนย์ออกกำลังกายหรือโรงเรียนสอนโยคะ จึงเป็นสถานที่ของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง และสร้างความหมายโดยนัยว่าโยคะเป็นการออกกำลังกายสำหรับคนรุ่นใหม่ สร้างอัตลักษณ์คนรุ่นใหม่ไม่ตกกระแส การสร้างคุณค่าให้โยคะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต และโยคะทำให้สวยและรูปร่างดี แม้ว่าโยคะจะเป็นค่านิยมของคนรุ่นใหม่ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องก็ย่อมทำให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง ทั้งในเรื่องของสุขภาพกาย สุขภาพจิต ท่าอาสนะต่าง ๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ผู้หญิงเห็นคุณค่าของตนเองมากยิ่งขึ้น
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    การเชื่อมโยงตลาดหลังทรัพย์ในเอเชียตะวันนออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN Linkage เป็นความร่วมมือที่พัฒนาร่วมกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์7แห่งในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยโครงการนี้จะเริ่มทำการวันแรกในเดือนสิงหาคม 2012 เปิดการซื้อขายระหว่างประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยนั้นจะเข้าร่วมในช่วงปลายปี2012 หลังจากนั้นประเทศอื่นๆจะทยอยเข้าร่วมโครงการนี้จนครบ ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินงานนั้นจะขึ้นอยู่กับศักยภาพทางการเงิน เศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีของแต่ละประเทศ ในภาคนิพนธ์ฉบับนี้จะกล่าวถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงในครั้งนี้ ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือด้านสังคม ซึ่งในทุกด้านล้วนมีความสำคัญและส่งผลต่อรูปแบบการเชื่อมโยงในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคพร้อมทางแก้ไขที่เกิดขึ้นในการเชื่อมโยงในครั้งนี้อีกด้วย
  • ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาเครือข่ายระบบขนส่งสินค้าจากตอนใต้ของประเทศจีนสู่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย

    การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาเครือข่ายระบบขนส่งสินค้าจากตอนใต้ของประเทศจีนสู่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยฉบับนี้ได้ศึกษาถึงปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยทางด้านการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเครือข่ายระบบขนส่งสินค้า โดยใช้วิธีการศึกษาโดยการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยทั้งสามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งข้อมูลที่นำมาใช้นั้นส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากหนังสือ บทความในหนังสือพิมพ์ และงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่สนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายระบบขนส่งสินค้า จากการศึกษาข้อมูลจากเอกสารต่างๆ พบว่า (1)ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ คือ การที่ดินแดนในภาคใต้และภาคตะวันตกของประเทศจีนนั้นมีลักษณะเป็นดินแดนเบื้องหลังเมืองท่า จึงทำให้รัฐบาลจีนต้องหาเส้นทางการกระจายสินค้าที่รวดเร็ว จึงมีการเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ระหว่างประเทศจีนกับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างดินแดนทางตอนใต้ของประเทศจีนกับชายฝั่งทะเลอันดามัน (2)ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความต้องการเส้นทางการกระจายสินค้าเส้นใหม่ๆ เพื่อรองรับสินค้าที่มีปริมาณมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และ (3)ปัจจัยทางด้านการเมือง คือ ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกรอบความร่วมมือต่างๆ ทั้งในระดับทวิภาคีระหว่างไทย-จีน และในระดับอนุภูมิภาคที่สำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากการศึกษาพบว่าในช่วงระยะเวลาที่ศึกษานั้น สามารถก่อให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายระบบขนส่งสินค้าจากตอนใต้ของประเทศจีน สู่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยในอนาคตได้
  • ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม ของคนกรุงเทพมหานคร

    การศึกษาเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามของคนกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่อการเลือกท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนามและเพื่อศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์ ที่มีปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม การศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) แบบวัดผลครั้งเดียว (One-Shot Case Study) กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 398 คน และใช้แบบสอบถามโดยให้กลุ่มตัวอย่างกรอกคำตอบเอง (Self-Administered Questionnaire) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ซึ่งได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามในสมมติฐานต่างๆ โดยใช้การวิเคราะห์ ดังนี้คือ การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เพื่อใช้ในการอธิบายลักษณะทางประชากรศาสตร์ ลักษณะรูปแบบการเดินทางและข้อมูลทางการท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม ปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม ของกลุ่มตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30-39 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานเอกชน และมีรายได้ เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท สำหรับลักษณะรูปแบบการเดินทางและข้อมูลทางการท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ท่องเที่ยวเวียดนามมาครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมาท่องเที่ยวและพักผ่อน ซึ่งจะเดินทางมากับบริษัทนำเที่ยว นิยมท่องเที่ยวในภาคเหนือของเวียดนาม และเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนามต่อครั้ง 10,001 – 20,000 บาท เมื่อสอบถามถึงรายละเอียดของปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีปัจจัยผลักดัน คือ อยากพบเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนปัจจัยดึงดูดนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ อยากเที่ยวเขตพื้นเมือง และงานเทศกาลหรือประเพณีในเวียดนาม ส่วนปัจจัยทางด้านลักษณะทางกายภาพ คือ ทัศนียภาพของประเทศเวียดนาม ปัจจัยด้านชีวิตสัตว์ป่า ด้านสิ่งบันเทิงเริงรมย์ คือ ลักษณะนิสัยของชาวเวียดนาม และปัจจัยสนับสนุนที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวไม่แพงนัก ส่วนปัจจัยอื่นๆนั้น คือ ปัจจัยค่าโดยสารเครื่องบินราคาถูก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าลักษณะทางประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยวที่เคยท่องเที่ยวเวียดนามในกรุงเทพมหานครที่มีเพศ อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีผลต่อปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม ส่วนนักท่องเที่ยวที่เคยท่องเที่ยวเวียดนามในกรุงเทพมหานครที่มีระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไปว่าควรมีการศึกษาควรทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่ไปกับการทำวิจัยเชิงปริมาณด้วยเพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้น อีกทั้งควรมีการศึกษาประชากรทั่วทั้งประเทศ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามของคนต่างจังหวัดและนำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้ข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมมากที่สุด และควรศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามเป็นระยะๆ เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามเปลี่ยนแปลงไป
  • การเมืองแบบชาติพันธุ์สู่ประชาธิปไตยแบบพลเมืองในมาเลเซีย

    ภาคนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่า การเปลี่ยนผ่านระหว่างประชาธิปไตยแบบชาติพันธุ์ไปสู่ประชาธิปไตยแบบพลเมืองในมาเลเซียนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์ประชาธิปไตยดังกล่าว ผลของการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนผ่านจากประชาธิปไตยแบบชาติพันธุ์ไปสู่ประชาธิปไตยแบบพลเมืองนั้น ถือว่าเป็นการพัฒนาประชาธิปไตย(Democratization) เพราะว่า ประชาธิปไตยแบบชาติพันธุ์นั้นมีลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร เพราะมีการใช้ระบบที่เอื้ออำนวยเฉพาะชาติพันธุ์ของตนเอง แต่ประชาธิปไตยแบบพลเมืองนั้นเป็นประชาธิปไตยที่สามารถละทิ้งสำนึกทางชาติพันธุ์ กล่าวคือ เป็นประชาธิปไตยที่ไม่คำนึงถึงเฉพาะพรรคพวกของตนเอง(ชาติพันธุ์) แต่คำนึงถึงสำนึกร่วมทางสังคม หรือความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการยอมรับกฎกติกา ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนรูปจากประชาธิปไตยแบบชาติพันธุ์ สู่ประชาธิปไตยแบบพลเมืองในมาเลเซียนั้น มีกระบวนการที่เกิดขึ้นจาก ปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน โดยปัจจัยภายนอกนั้น มีทั้งหมดได้แก่ บริบทของโลก เพราะมาเลเซียเป็นประเทศที่ทำตามกระแสหลักของโลก นั่นก็คือกระแสที่ธารของโลกไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ และการปกครอง ซึ่งส่งผลมาถึงนโยบายการดำเนินกิจการของประเทศที่มาเลเซียมีนโยบายหลักในการช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกเพื่อหวังผลในระยะยาว สำหรับปัจจัยภายในนั้น มีหลากหลายประเด็นด้วยกัน เช่น ประเด็นการรับรู้ร่วมกันของสังคม โดยผ่านระบบการศึกษาภายในประเทศ ที่จะพูดถึงการจัดการศึกษาแบบพลเมืองในแบบของมาเลซีย ประเด็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และการจัดการทางชาติพันธุ์ ที่จะพูดถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการชาติพันธุ์อันส่งผลกระทบต่อปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตย ประเด็นความทรงจำร่วมและชาตินิยม ที่จะกล่าวถึงสำนึกร่วมกันทางชาตินิยม ที่สำคัญอีกประเด็นคือประเด็นภูมิบุตรา ซึ่งเป็นนโยบายช่วยเหลือชาวชาติพันธุ์ มาเลย์ อันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการเพิ่มพูนขึ้นของชนชั้นกลางในที่เป็นภูมิบุตรนั้นได้ส่งผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ตามทฤษฏีของSamuel Huntington เพราะชนชั้นกลางมีการศึกษา และเป็นกระบอกเสียงได้ นี่จึงทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยไปเป็นได้ด้วยดี นอกเหนือไปจากนั้น วัฒนธรรมการเมือง ที่มีระบบอุปถัมภ์เอง ก็เป็นเหมือนสิ่งที่กัดกร่อนตัวเอง เพราะผู้ที่เสียผลประโยชน์จะออกมาเพื่อต่อต้านโครงสร้างดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงสร้างที่บั่นทอนประชาธิปไตย และการต่อต้านดังกล่าวจะพัฒนาประชาธิปไตยไปในตัว การเคลื่อนไหวภาคประชาชน และการเลือกตั้งเอง ก็มีส่วนสำคัญ เพราะพรรคฝ่ายค้านได้รับคะแนนเสียงที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากเปลี่ยนรัฐบาลก็อาจทำให้นโยบายเชิงชาติพันธุ์สั่นคลอนไปด้วย อีกทั้งภายหลังได้เกิดสื่อทางเลือกต่างๆ ที่นำข้อมูลข่าวสารที่นอกเหนือไปจากข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลจัดมาให้ จึงเป็นการฉีกแนวคิดที่รัฐมอบให้ประชาชน เป็นการคิดเห็นต่างจากที่รัฐ ซึ่งเป็นนิมิตรหมายที่ดีของการพัฒนาประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ รัฐธรรมนูญมาตรา 153 ของมาเลเซียนั้น ได้บัญญัติเอาไว้ว่าให้กษัตริย์มีหน้าที่รักษาสถานะพิเศษของชาวพื้นเมืองที่เป็นมาเลย์ ดังนั้น การบัญญัติเอาไว้เช่นนี้ ถือว่าไม่สามารถขัดได้ ซึ่งแนวโน้มของการพัฒนาประชาธิปไตยในมาเลเซียนั้นดูมีแนวโน้มที่ดี อีกทั้งยังได้ผูกโยงกับความเชื่อทางด้านศาสนา และทุกฝ่ายดูเหมือนจะเห็นด้วย แต่เหมือนรัฐธรรมนูญมาตรา 153 จะยังคงอยู่ไปอีกนาน นอกเหนือไปจากนั้น ความไม่เชื่อมั่น หรือวิกฤตศรัทธาในพรรคอัมโนก็ถือว่าส่งผลกระทบต่อการลดการเมืองแบบชาติพันธุ์ เพราะพรรคอัมโนได้เน้นการเมืองแบบชาติพันธุ์ แต่เมื่อประเด็นอื่นๆขึ้นมามีบทบาทสำคัญกว่า เช่น ประเด็นความมั่นคงของมนุษย์ และพรรคอัมโนดูเหมือนจะจัดการไม่ได้ในประเด็นนี้ ก็ส่งผลให้คะแนนนิยมลดน้อยลงด้วย การตระหนักถึงเรื่องความมั่นคงของมนุษย์จะมาก่อน การตระหนักถึงชาติพันธุ์ ท้ายที่สุด หากกล่าวโดยสรุปจะพบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการเมืองแบบชาติพันธุ์ไปสู่ประชาธิปไตยแบบพลเมือง สามารถดูได้จากการที่พรรคอัมโนได้คะแนนนิยมน้อยลงได้ด้วย เพราะพรรคอัมโนเน้นการเมืองแบบชาติพันธุ์ในขณะที่ฝ่ายค้านอยากให้ยกเลิกการออกนโยบายที่แฝงแนวคิดภูมิบุตรา หากจะกล่าวถึง จุดเปลี่ยนจึงสามารถดูได้จากปี 1998 ที่นายอัลวาร์ อิบราฮิม ถูกปลดจากรองนายกรัฐมนตรี และโดนคดีมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หลังจากนั้นเขาได้ออกมาตั้งพรรคการเมืองแข่งกับพรรคอัมโน และประกอบกับขบวนการภาคประชาชนเบอร์ซีห์ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาปี 2006 เป็นต้นมา หลังจากนั้นจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงจากผลการเลือกตั้งปี 2008 และ 2013 ที่เน้นนโยบายที่ไม่ได้เกี่ยวพันธ์กับชาติพันธุ์นิยม ทั้งนี้เพื่อต่อรองกับปัญหาด้านอื่นๆ เช่นความมั่นคงของมนุษย์ และปัญหาเศรษฐกิจแทน
  • อัตลักษณ์ประเทศกัมพูชาที่ตะวันตกมองกับกัมพูชาพลัดถิ่น มองผ่านภาพยนตร์

    ภาคนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุเพื่อประสงค์เพื่อศึกษา อัตลักษณ์ประเทศกัมพูชาที่ตะวันตกมองกับกัมพูชาพลัดถิ่นมองผ่านภาพยนตร์ กลุ่มภาพยนตร์ตะวันตกได้แก่ ภาพยนตร์เรื่องThe Killing fields, Same Same But Different และกลุ่มภาพยนตร์ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง One evening after the war, The missing picture , Un Barrage Contre le Pacifique นำมาเปรียบมีความเทียบเพื่อนำไปถึงข้อสรุปความเหมือนและความแตกต่างขัตลักษณ์ของประเทศกัมพูชา ผลจากการศึกษา พบว่าอัตลักษณ์ประเทศกัมพูชาที่ตะวันตกผลิตสร้างกับกัมพูชาพลัดถิ่นผลิตสร้างมีความเหมือนและความแตกต่างกันได้แก่ ความเหมือนของอัตลักษณ์กัมพูชา สังคมมีปัญหา ไร้อารยะไม่เจริญ ความรุนแรง ปัญหาจากสงคราม ยากจน ไม่มีการศึกษา การถูกกดขี่ อยู่ภายใต้อำนาจ นอกจากนี้การมองผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุสามารถซื้อขายได้ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ในแง่ลบ หรือต่ำกว่าประเทศในตะวันตก ความแตกต่างของอัตลักษณ์กัมพูชา ถึงแม้ว่าสังคมมีปัญหา สงคราม ความรุนแรง โชคชะตาที่โหดร้ายกลั่นแกล้งให้ประสบแต่ปัญหา แต่ทว่า คนกัมพูชามีความเข้มแข็ง อดทน ต่อสู้ และจะไม่ย่อท้อพร้อมยืนหยัดในแผ่นดินบ้านเกิด ผู้ที่อพยพก็มีความคิดหวนย้อนอยากที่จะกลับมายังแผ่นดินเกิดที่เรียกว่าบ้าน นอกจากนี้การมองผู้หญิง คนกัมพูชาผลัดถิ่นมองผู้หญิงเป็นเพศที่มีความเข้มแข็ง ต่อสู้กับปัญหาที่เผชิญ สามารถดำรงชีวิตโดยปราศจากการช่วยเหลือของเพศชาย อัตลักษณ์ของกัมพูชาจากมุมมองที่ตะวันตกผลิตสร้างและกัมพูชาพลัดถิ่นสร้างมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างทำให้ชิ้นงานนี้ มองเห็นถึงอัตลักษณ์กัมพูชาที่มีความหลากหลาย โดยคนกัมพูชาพลัดถิ่นจะมีมิติอัตลักษณ์แนวคิดแบบตะวันตกและมิติอัตลักษณ์แนวคิดจากบ้านเกิดอย่างกัมพูชาอีกด้วย
  • สื่อกระแสหลัก – สำนักข่าวอิศรา การนำเสนอข่าวปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

    ภาคนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาประวัติความเป็นมาของสำนักข่าวอิศรา ตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของสำนักข่าวอิศราซึ่งเคยเป็นโต๊ะข่าวภาคใต้ ที่เป็นการปฏิวัติวงการสื่อสารมวลชนของนักสื่อสารมวลชนและนักหนังสือพิมพ์ การก่อกำเนิดขึ้นของโต๊ะข่าวภาคใต้ก็เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องราวปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อต้องการให้ผู้อ่านได้รับรู้ข้อมูลในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้นำเสนอแต่เพียงเหตุการณ์รุนแรงรายวันเท่านั้น หากยังรวมถึงด้านวิถีชีวิต สังคมวัฒนธรรมและประเพณี ที่แสดงให้เห็นถึงภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนในประเทศมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งผู้อ่านไม่สามารถรับข้อมูลเหล่านี้ได้จากสื่อกระแสหลัก แหล่งข้อมูลข่าวสารในเว็บไซต์ถูกนำมาจากหลายแหล่งข่าวทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายภาครัฐ เนื่องจากข่าวของสำนักข่าวอิศราต้องการถ่วงดุลความรู้สึกของคนที่มีความแตกต่างทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม ไม่ให้พื้นที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป และคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ปัญหา จึงทำให้สำนักข่าวอิศรามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นทั้งในด้านความหลากหลายของเนื้อหาและในด้านรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ ส่งผลให้สำนักข่าวอิศราได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้อ่านที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำนักข่าวอิศราจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นเสียงสะท้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่และการนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นการตรวจสอบโดยให้ผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายได้วิพากษ์และแสดงจุดยืน ให้ผู้รับสารเห็นข้อเท็จจริงหลากหลาย ลดทอนการตีความหรือตัดสินโดยอคติให้เหลือน้อยที่สุด
Browse all